เมื่อเวลา 01.00 น. วันที่ 22 ก.ย. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ รายงานข่าวแจ้งว่า หลังจาก พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. ได้ทำการสอบปากคำผู้ต้องสงสัยจำนวน 3 คน ที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวไว้พร้อมรถยนต์ที่ตรวจพบในพื้นที่ จ.นครปฐม ซึ่งสงสัยว่าจะเป็นรถยนต์ที่ใช้เป็นพาหนะพา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หลบหนีไปทางด่านอรัญประเทศ จ.สระแก้ว ซึ่งจากการสอบสวนได้ให้การเป็นประโยชน์พอสมควร แต่ไม่สามารถเปิดเผยได้

จากการตรวจสอบเอกสารรถยนต์คันดังกล่าวทราบชื่อผู้ครอบครองแล้วอยู่ระหว่างการติดต่อเพื่อสอบปากคำในฐานะพยาน เบื้องต้นทราบว่าเจ้าของรถยนต์คันดังกล่าวเป็นผู้หญิง มีภูมิลำเนาอยู่ในกรุงเทพฯ ซึ่งได้ยกเลิกการใช้รถไปตั้งแต่ปี พ.ศ 2555 โดยรถคันที่ตรวจพบนั้นเป็น 1 ใน 2 คัน ที่ปรากฏในภาพจากกล้องวงจรปิด ที่ จ.สระแก้ว ซึ่งไม่ได้เป็นรถยนต์ที่ใช้ในราชการ

ซึ่งพยานทั้ง 3 คนเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจยศดาบตำรวจ สารวัตร และรองผู้บังคับการ โดยทั้งหมดยังไม่พบว่ามีความผิด หากจะผิด ก็คือ ปลอม ใช้เอกสารราชการปลอม , ใช้รถเลี่ยงภาษี และหากรถมีการแจ้งหายไว้ ก็จะเข้าฐานความผิด รับของโจร ซึ่งสำนวนคดีนี้จะให้พนักงานสอบสวน สน.ปทุมวัน เป็นผู้ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ต่อมาเวลา 02.00 น. รายงานข่าวแจ้งว่า พล.ต.อ.ศรีวราห์ คุมตัวผู้ต้องสงสัยทั้ง 3 คน ลงมาชี้รถยนต์โตโยต้า คัมรี่ สีบรอนซ์ ทะเบียน ฌข 5323 กรุงเทพมหานคร หลังจากที่ใช้รถคันดังกล่าวพาอดีตนายกรัฐมนตรี หลบหนีไปที่ จ.สระแก้ว โดยพบแผ่นป้ายทะเบียนปลอม 2 ชุด เพื่อไว้เปลี่ยนระหว่างทาง ประกอบด้วย ฌข 5323 กรุงเทพมหานคร และ ฌย 2123 กรุงเทพมหานคร โดยจะนำตัวส่งพนักงานสอบสวนเพื่อให้ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

โดยก่อนหน้านี้ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. พร้อมด้วย พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ คณะทำงานพิเศษ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พล.ต.ต.สมบัติ มิลินทจินดา รอง ผบช.ภ.1 และเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานกลาง ร่วมกันเก็บดีเอ็นเอ และลายนิ้วมือแฝง ภายในรถยนต์ ยี่ห้อโตโยต้า คัมรี่ สีบรอนซ์เทา หมายเลขทะเบียน 5323 กรุงเทพมหานคร ภายหลังสืบทราบว่าเป็นรถยนต์ที่ไปรับตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่บ้านพักก่อนมุ่งหน้าไปทางมีนบุรี และปลายทางถึง อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว

สำหรับรถยนต์คันดังกล่าวมีผู้นำมาจอดทิ้งไว้ที่ จ.นครปฐม ก่อนทางเจ้าหน้าที่จะสามารถเชิญตัวพยาน 3 ราย ที่มีส่วนเกี่ยวข้องมาทำการสอบปากคำเพิ่มเติม โดยทั้งหมดให้การเป็นประโยชน์และคดีมีความคืบหน้าชัดเจน อีกทั้งยังทราบว่า 1 ใน 2 เป็นผู้ใช้รถยนต์คันดังกล่าว อีกทั้งจากการขูดเลขตัวถังรถทราบว่ารถยนต์คันดังกล่าวผู้ใช้ได้สวมทะเบียนมาถึง 2 ครั้ง อีกทั้งยังเป็นรถยนต์ 1 ใน 2 ที่ปรากฏในภาพจากกล้องวงจรปิดที่ จ.สระแก้ว และไม่ใช่รถที่ใช้ในราชการแม้แต่อย่างใด

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน