สมเด็จพระราชาธิบดี-พระราชินี แห่งตองกา ทรงวางพวงมาลา ถวายสักการะพระบรมศพ

เมื่อวันที่ 27 ก.ย. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชานุญาตให้องค์กรภาคเอกชน มูลนิธิ และสมาคมต่างๆ ร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลถวายพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง เป็นวันที่ 249 ภายหลังเสร็จสิ้นพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสตมวาร

โดยวันนี้มีผู้ร่วมเป็นเจ้าภาพจำนวน 44 คณะ แบ่งเป็น 4 รอบ ได้แก่ เวลา 10.30 น., 14.30 น., 17.00 น. และ 19.00 น. วันเดียวกัน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นักเรียนจากโรงเรียนช่างฝีมือในวัง (หญิง) ทำอาหารและขนมไทยโบราณมาร่วมแจกให้กับพสกนิกรที่เดินทางมากราบสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่เต็นท์อาหารพระราชทานของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตั้งอยู่บริเวณทางออกประตูวิมานเทเวศร์ ในพระบรมมหาราชวัง ประกอบด้วย ข้าวปลาหมึกผัดไข่แดงเค็ม, เส้นหมี่ลูกชิ้น, ข้าวเต้าหู้ทรงเครื่อง, ข้าวผัดเผ็ดเขียวหวานปลากราย และบวดเผือก

ในเวลา 09.30 น.  สมเด็จพระราชาธิบดีทูโพที่ 6 และสมเด็จพระราชินีนานาสิปาอู ตูกูอาโฮ แห่งตองกา เสด็จพระราชดำเนินมาทรงวางพวงมาลาถวายราชสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง จากนั้นเสด็จพระราชดำเนินไปยังอาคารสำนักราชเลขาธิการ ถวายความเคารพหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ และทรงมีพระราชหัตถเลขาแสดงความเสียพระราชหฤทัย

สำหรับราชอาณาจักรตองกาเป็นมิตรประเทศที่มีสัมพันธไมตรีใกล้ชิดกับประเทศไทย ซึ่งสมเด็จพระราชาธิบดีทูโพที่ 6 แห่งตองกา ขณะมีพระอิสริยยศมกุฎราชกุมารแห่งตองกา เคยดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งราชอาณาจักรตองกาประจำประเทศไทย และได้เข้าเฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวายพระราชสาส์นตราตั้งแด่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขณะทรงดำรงพระอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เมื่อปี 2553

ขณะที่สำนักพระราชวังสรุปยอดรวมประชาชนที่เดินทางมากราบสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 26 ก.ย. หลังสำนักพระราชวัง ปิดไม่ให้ประชาชนเข้าพระบรมมหาราชวัง เพื่อขึ้นกราบสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในเวลา 03.10 น. ของวันที่ 27 ก.ย. จากกำหนดเดิมเวลา 21.00 น. เนื่องจากยังมีประชาชนเข้าแถวรอกราบสักการะพระบรมศพในมณฑลพิธีสนามหลวงเป็นจำนวนมาก โดยมีจำนวนทั้งสิ้น 73,889 คน รวม 328 วัน มี 11,334,277 คน และมีประชาชนถวายเงินเพื่อร่วมบำเพ็ญพระราชกุศลเป็นเงิน 5,222,552.75 บาท รวม 328 วัน เป็นเงินทั้งสิ้น 839,463,722.76 บาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้เป็นวันที่ 329 ที่มีพระราชานุญาตให้ประชาชนเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เบื้องหน้าพระโกศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง โดยสำนักพระราชวังเปิดให้ประชาชนกลุ่มแรกเข้าทางประตูวิเศษไชยศรีในเวลา 05.00 น. ซึ่งมีประชาชนจากทั่วสารทิศหลั่งไหลเดินทางมาเข้าคิวรอกราบถวายบังคมพระบรมศพอย่างไม่ขาดสาย โดยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนกำหนดวันสุดท้ายของการกราบถวายบังคมพระบรมศพจากเดิมวันที่ 30 ก.ย. ออกไปเป็นถึงเวลา 24.00 น. ของคืนวันที่ 5 ต.ค

. นายสกุล หงษ์ทอง อายุ 55 ปี ชาว กทม. เปิดเผยว่า วันนี้เดินทางมาเข้าแถวตั้งแต่เวลา 02.00 น. ก่อนได้เข้ากราบพระบรมศพในเวลา 10.30 น. ครั้งนี้มากราบพระบรมศพครั้งที่ 6 แล้ว และตั้งใจไว้ว่าอยากมากราบพระบรมศพให้ครบ 9 ครั้ง ซึ่งตนเคยแสดงละครเฉลิมพระเกียรติอยู่หลายครั้ง จึงรู้สึกผูกพันกับสถาบันพระมหากษัตริย์มาตลอดตั้งแต่สมเด็จพระบรมราชชนนี ตลอดจนพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช อีกทั้งเคยเฝ้าฯ รับเสด็จพระองค์ตามเส้นทางเสด็จฯ อยู่บ่อยๆ ประทับใจความเสียสละของพระองค์ที่ทรงมีต่อประชาชน ทรงเป็นเสมือนพ่อของชาวไทย แม้ครั้งนี้รอนานมากกว่า 8 ชม. แต่ยังไม่เท่าครั้งแรกที่มารอกราบพระบรมศพที่ต้องรอนานกว่า 20 ชม. เวลาที่รอนานมากๆ ส่วนตัวมักชอบมองคนรอบข้าง เพราะได้เห็นว่ามีคนที่รักพระองค์มากขนาดไหน มีทั้งเด็กและคนแก่ หลายคนลำบากกว่าเรามากก็ยังมารอกราบพระบรมศพด้วยความตั้งใจ

“รู้สึกโล่งใจขึ้นมาก หลังจากทราบข่าวว่าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ขยายเวลากราบพระบรมศพ เพราะตัวเองตั้งใจจะมากราบพระบรมศพให้ครบ 9 ครั้ง จะได้มีเวลาพักผ่อนมากขึ้น ส่วนตัวน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้กับชีวิต มีเท่าไหร่ใช้เท่านั้น ใช้เท่าที่มีกำลัง นอกจากนี้ ยังตั้งใจทำความดีด้วยการคิดถึงส่วนรวมให้มากขึ้น คิดถึงตัวเองให้น้อยลง ทั้งนี้ ตัวเองและนักเรียนนักแสดงช่อง 3 ร่วมกันทำเพลงและเอ็มวีพระราชาผู้มีแต่ให้ โดยจะออกอากาศทางช่อง 3 ประมาณเดือนต.ค.” นายสกุลกล่าว

ด้านนายมาโนช บันเทากัน อายุ 35 ปี ชาว อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก ที่เดินทางมาพร้อมภรรยา ลูกหลาน และครอบครัวรวม 5 คน กล่าวว่า ตนมาถึงท้องสนามหลวงตั้งแต่เวลา 03.00 น. ได้ขึ้นกราบถวายสักการะพระบรมศพในเวลา 09.30 น. รู้สึกดีใจที่ได้เข้ากราบพระบรมศพเป็นครั้งแรก ที่ผ่านมาไม่มีโอกาส พอทราบว่าใกล้ปิดให้เข้ากราบพระบรมศพจึงรีบเดินทางมาก่อน แม้จะทราบเมื่อคืนว่าสำนักพระราชวังประกาศขยายวันปิดเข้ากราบเป็นวันที่ 5 ต.ค.แล้ว แต่ช่วงนั้นลูกหลานอยู่ในช่วงสอบเตรียมปิดภาคการศึกษาพอดี คงไม่สะดวกมา นายมาโนช กล่าวต่อว่า ตนมีอาชีพรับจ้างทั่วไป และมีอาชีพเสริมเป็นเกษตรกรทำไร่ทำนา จึงได้น้อมนำคำสอนด้านการเกษตรของพระองค์มาประยุกต์ปฏิบัติใช้ อย่างเรื่องการทำปุ๋ยอินทรีย์ ซึ่งเป็นประโยชน์มากกับตนและเพื่อนๆ เกษตรกร จึงรู้สึกเทิดทูนพระองค์ทรงมีพระอัจฉริยภาพด้านการเกษตรมาก “ปกติเห็นแต่ในข่าวว่ามีคนจำนวนมากมากราบพระบรมศพ ก็อาจไม่ได้รู้สึกอะไร จนกระทั่งวันนี้ที่เห็นด้วยตาตัวเอง ซึ่งรู้สึกตื่นเต้นและทึ่งมาก เพราะมาถึงแค่ตี 3 ตี 4 คนมาจากไหนไม่รู้ หลั่งไหลมาต่อแถวยาวหลายกิโลเมตร ก็เป็นความประทับใจที่ไม่เคยเห็นอย่างนี้มาก่อน อย่างไรก็ดี โอกาสนี้ผมขอตั้งปณิธานจะทำความดี และไม่สร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น เพื่อถวายแด่พระองค์” นายมาโนช กล่าว

บทความก่อนหน้านี้แม่ยายแค้นจัด! ขับรถไล่ชนลูกเขย หลังหลุดปากเรื่องแอบกิ๊กให้ลูกสาวฟัง
บทความถัดไปไอ้หื่นตามประกบครูสาว ใช้มีดจี้ฉุดเข้าป่าหวังขืนใจ เหยื่อร้องให้คนช่วย โดนแทงหลัง 3 แผล