คนละครึ่ง-เราเที่ยวด้วยกัน เข้าศบศ.ก่อนนำเข้า ครม.เชื่อว่า มาตรการที่มีอยู่พยุงเศรษฐกิจไม่ทรุดต่ำกว่าลบ6% มาตรการพยุงการบริโภคที่ทำอยู่เพียงพอแล้ว ส่วนค่าบาทแบงค์ชาติเตรียมคุมแล้ว

นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี รมว.พลังงาน และกำกับกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากโควิด-19 ( ศบศ.)ในวันที่ 2 ธ.ค. 2563 จะนำวาระการขยายโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 2 และ โครงการเราเที่ยวด้วยกัน ที่ปรับปรุง เงื่อนไขรายละเอียด เข้าหารือในที่ประชุม ศบศ.ก่อนนำเสนอ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา ในสัปดาห์หน้า

ส่วนกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ออกมาระบุว่า ไตรมาส 4 ปี 2563 เศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้แผ่วเบา ส่วนตัวไม่คิดว่าเศรษฐกิจจะแผ่ว เพราะรัฐบาลยังมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศอย่างต่อเนื่องอยู่ และยังมีมาตรการที่ออกมาใช้ในไตรมาส 4 จำนวนหลายมาตรการ อาทิ โครงการคนละครึ่ง และโครงการเที่ยวด้วยกัน ซึ่งเป็นการประคับประคองเศรษฐกิจไม่ให้ทรุดลงไป
ถ้าปีนี้จีดีพีไทยไม่บอบช้ำสูงมาก อยู่ในเกณฑ์ติดลบ 6 % หรือ โชคดีต่ำกว่าติดลบ 6 % ปี 2564 เศรษฐกิจไทยจะรีบาวด์กลับมาได้ กลับมาได้เร็วภายในหนึ่งปีหลังจากนี้เศรษฐกิจก็จะสามารถกลับมายืนอยู่สภาพเดิม เหมือนก่อนที่จะได้รับผลกระทบจากโควิด-19 และ สามารถขยายตัว หรือลุกขึ้นยืนได้เต็มตัว โดยใน ปี 2565 ไทยก็เดินได้ แต่ถ้าปีหน้ายังไม่ดีอีก การเติบโตของเศรษฐกิจไทย ก็จะยืดต่อไปอีก 6 เดือน จึงจะกลับมาฟื้นตัว เหมือนก่อนจะมีการระบาดของโควิด-19

“รัฐบาลไม่มีเมนู หลากหลายในการพยุงเศรษฐกิจไม่ต้องทำให้ยากและสับสน แต่ต้องทำให้การถดถอยน้อยที่สุดเท่าที่จะน้อยได้ หรือ ประคับประคอง ถ้าถดถอยน้อย ปีหน้าก็จะดีขึ้น และฟื้นได้เร็ว ซึ่งปีหน้าต้องหาอุตสาหกรรมใหม่ เช่น ดิจิทัล เมดิคับฮับ ส่วนมาตรการใหม่กำลังคิดอยู่ โดยอาจมีการนำเข้าผู้ที่มีความสามารถ คนเก่งจากต่างประเทศ เข้ามาช่วยฟื้นฟูประเทศไทย ผ่าน สมาร์ทวีซี ซึ่งที่ผ่านมาก็มีเข้ามามากพอสมควร มาทำสตาร์ทอัพในไทย”

นายสุพัฒนพงษ์ กล่าวว่า สำหรับมาตรการดูแลค่าเงินไม่ให้มีการแข็งค่า ธปท.มีความชัดเจนจะใช้มาตรการระยะสั้น ออกมาควบคุม แต่จะดำเนินการอย่างไร ตนแม้จะเป็นรองนายกฯ หรือ รมว.คลังก็ไม่ส่ามารถจะไปสั่งการได้ แต่ธปท.มีการควบคุมดูแลแน่นอน ไม่ต้องห่วง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน