จากกรณีคนร้ายคลุมไอ้โม่งดักปล้น เงินเยน 196 ล้านเยน หรือคิดเป็นเงินไทย 60 ล้านบาท ของเสี่ยค้าทอง ที่ขนเงินสดกลับมาจากประเทศญี่ปุ่น เหตุเกิดที่ลานจอดรถชั้น 5 คอนโดรัชดา พาวิลเลี่ยน ซ.รัชดาฯ 30 ในพื้นที่สน.พหลโยธิน เมื่อกลางดึกวันที่ 2 ต.ค. โดยเจ้าหน้าที่พุ่งปมไปที่คนในรู้เห็น ต่อมาตร.พบรถกระบะ ฟอร์ด เรนเจอร์สีส้ม ทะเบียนป้ายแดง ส5179 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นรถของผู้เสียหาย ที่คนร้ายใช้หลบหนีจอดทิ้งไว้ที่ถนนเลียบรฟม.ขาเข้า ใกล้กับแยกผังเมือง แขวงและเขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น
เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 5 ต.ค. ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รอง ผบ.ตร. พล.ต.อ.เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย ผู้ช่วยผบ.ตร. พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช รรท.ผบช.น. พล.ต.ต.สมพงษ์ ชิงดวง รอง ผบช.น. พล.ต.ต.นิตินันท์ เพชรบรม รรท.รอง ผบช.น. พล.ต.ต.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ ผบก.สส.บช.น. พ.ต.อ.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบก.สส.บช.น. แถลงจับกุม 1.นายณรงค์ชัย หรือจั๊ว สวัสดิผล อายุ 32 ปี 2.นายชวลิต หรือริด เจริญผล อายุ 31 ปี 3.นายสุรศักดิ์ หรือกิ๊ก ศรีฑะวงศ์ อายุ 35 ปี 4.นายพงษ์ศักดิ์ หรือคริส ปิตศิริพันธ์ อายุ 31 ปี และ 5.นายกฤษดา หรือแวน อัตถาเวช อายุ 30 ปี พร้อมของกลาง ธนบัตรสกุล เยน 196 ล้านเยน รวมมูลค่า 60 ล้านบาท สามารถจับกุมนายณรงค์ชัย ได้ที่บ้านพักย่านประชาชื่น จับกุมนายชวลิตและนายสุรศักดิ์ ได้ที่คอนโดแห่งหนึ่ง ย่านสุขสวัสดิ์ จับกุมนายพงษ์ศักดิ์ ได้ที่โรงแรมโอเรียนเต็ล และจับกุมนายกฤษดา ได้ที่บ้านพักย่านทุ่งครุ
พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าวว่า สืบเนื่องจากนายภัทริศ หรือโตโต้ แต้รัตนชัย นักธุรกิจซื้อขายทองคำแท่งและส่งออกเครื่องประดับเพชรไปประเทศญี่ปุ่น แจ้งความกับพนักงานสอบสวน สน.พหลโยธิน ว่าถูกกลุ่มคนร้าย 5-6 คน สวมหมวก ไหมพรมสีดำปิดบังใบหน้า ใช้ปืนก่อเหตุปล้นเงินสด 196 ล้านเยน มูลค่าประมาณ 60 ล้านบาท ของตนไประหว่างลูกจ้างในบริษัทขนเงินสดจำนวนดังกล่าวมาจากประเทศญี่ปุ่นเพื่อนำมาเก็บไว้ในห้องพัก เหตุเกิดที่ลานจอดรถชั้น 5 คอนโดมิเนียม ย่านซอยรัชดาภิเษก แขวงจันทรเกษม เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร เมื่อกลางดึกวันที่ 2 ต.ค. ก่อนทั้งหมดจะยึดรถกระบะ ยี่ห้อฟอร์ด สี่ประตู สีส้ม ทะเบียนป้ายแดง ส5179 กรุงเทพมหานคร ของกลุ่มผู้เสียหายขับหลบหนีไป
ผบ.ตร. กล่าวอีกว่า ภายหลังเกิดเหตุฝ่ายสืบสวนได้ประชุมหารือกันเพื่อติดตามจับกุมคนร้าย กระทั่งได้เบาะแสว่ากลุ่มคนร้ายนำรถกระบะ ยี่ห้อฟอร์ดไปจอดทิ้งไว้ที่ถนนเลียบรฟม. ขาเข้าใกล้กับแยกผังเมือง แขวงและเขตจตุจักร จึงให้เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานมาเก็บดีเอ็นเอและลายนิ้วมือแฝง ว่าตรงกับกลุ่มคนร้ายหรือไม่ ก่อนตรวจยึดไว้เป็นของกลาง ส่วนเงินทั้งหมด 60 ล้านบาท สามารถตรวจยึดได้ที่บ้านพักของนายนายณรงค์ชัย อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้เสียหาย เรื่องการทำธุรกรรมดังกล่าวว่ามีการทำธุรกรรมถูกต้องหรือไม่
“จากการสอบสวนกลุ่มผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า ร่วมกันวางแผนในการปล้นครั้งนี้ เนื่องจากนายนัฐพงศ์ พี่เขยของนายณรงค์ชัย มีหนี้สินที่ต้องนำไปใช้จ่าย ประกอบกับได้ทำหน้าที่ขนเงินจากต่างประเทศและเห็นเงินตลอด จึงวางแผนลงมือก่อเหตุ จากแนวทางการสืบสวนพบว่ากลุ่มผู้ต้องหาทั้งหมดเป็นลูกน้องของนายภัทริศ โดยนายชวลิตและนายสุรศักดิ์ เป็นลูกน้องที่ลาออกไปแล้ว ทั้งนี้กลุ่มคนร้ายวางแผนมาเป็นเวลากว่า 1 เดือน โดยให้นายศรายุทธเป็นผู้เช่าห้องที่คอนโดดังกล่าว พร้อมใช้ห้องนั้นเป็นที่ประชุมหารือกันกว่า 10 ครั้ง กระทั่งประจวบเหมาะตัดสินใจก่อเหตุ โดยจากการสืบสวนยังเชื่อว่ามีผู้เกี่ยวข้องอีก ซึ่งอยู่ระหว่างขยายผล” ผบ.ตร. กล่าว
โดยในวันก่อเหตุนายณรงค์ชัยทำหน้าที่เป็นคนวางแผนและรับเงินมาจากญี่ปุ่น นายชวลิตเป็นผู้ประสานงานและก่อเหตุที่ลานจอดรถชั้น 5 นายสุรศักดิ์ทำหน้าที่ร่วมวางแผนและขับรถไปรอที่ลานจอดรถชั้นใต้ดินอาร์ซีเอ ให้นายพงษ์ศักดิ์ขับรถฟอร์ดสีส้มและพกปืนบีบีกัน หลังก่อเหตุให้นายกฤษดาขับรถยนต์ ยี่ห้อนิสสัน อัลเมล่า สีดำทะเบียน ฆศ1169 กรุงเทพมหานคร ไปรับกลุ่มผู้ก่อเหตุไปส่งอาร์ซีเอ
ส่วนผู้ต้องหาที่ยังหลบหนีอีก 2 คน คือ 1.นายนัฐพงศ์ หรือต้น ธัญญะตุ่น อายุ 33 ปี เป็นพี่เขยของนายณรงค์ชัย ทำหน้าที่วางแผนและดูที่เกิดเหตุ และ 2.นายศรายุทธ หรือไก่ ฤทธิชัยนุวัฒน์ อายุ 31 ปี ทำหน้าที่เป็นคนขับรถไปรับผู้ต้องหา จากจตุจักรมาส่งที่คอนโดดังกล่าว โดยใช้รถกระบะอีซูซุ สีดำ ทะเบียน 5 กฉ 6028 กรุงเทพมหานคร ซึ่งจากการสืบสวนยังเชื่อว่ามีผู้เกี่ยวข้องอีก อยู่ระหว่างขยายผล
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังการแถลงข่าวเสร็จสิ้นนายภัทริศ ผู้เสียหาย นำแจกันดอกไม้มามอบให้กับพล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. พร้อมทั้งเปิดเผยว่า ต้องขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายที่ช่วยจับกุมคนร้ายได้หมด
เบื้องต้นแจ้งข้อหาทั้ง 5 ราย ปล้นทรัพย์โดยมีและใช้อาวุธปืน โดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำความผิดหรือพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นจากการจับกุม, ร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ, ร่วมกันมีอาวะปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต, ร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร หรือร่วมกันรับของโจร นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.พหลโยธินดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป




