เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2560 ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจากเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครถึงเรื่องลึกลับชวนพิศวงเกี่ยวกับชาวเล ซึ่งเจ้าหน้าที่หลายคนร่วมกันเล่าถึงเหตุการณ์ที่ชวนประหลาดใจที่เกิดขึ้นบริเวณชั้น 7 ซึ่งกำลังจัดงาน “ดิน น้ำ ป่า ฟ้า แรงบันดาลใจจากพ่อ” ว่า เมื่อคืนวันที่ 3 และ 4 พฤศจิกายนที่ผ่านมา จู่ๆก็ปรากฏรอยเท้าลึกลับขึ้นบริเวณจุดที่แสดงเรือประมงของชาวอูรักลาโว้ย โดยรอยเท้าดังกล่าวมีขนาดใหญ่และมีดินเลนซึ่งเป็นดินลักษณะเดียวกับดินที่ติดเรือปรากฏเป็นรอยให้เห็นชัดเจน

เจ้าหน้าที่เล่าว่า รอยเท้าดังกล่าวไม่ใช่ของเจ้าหน้าที่หรือผู้ที่มาชมงานแน่นอน เพราะหลังจากปิดศูนย์ก็ไม่มีคนเข้ามาได้และแม่บ้านก็ทำความสะอาดพื้นทุกวัน และเมื่อพวกตนดูกล้องวงจรปิดย้อนหลังกลับไม่พบว่ามีใครเข้ามาเลย จึงเชื่อว่าเป็นวิญญาณของเจ้าของเรือต้องการที่จะบอกอะไรบางอย่าง

“พวกเราไม่รู้มาก่อนว่าชาวอูรักลาโวยคือใคร จนต้องไปค้นหาเอาจากกูเกิ้ลจึงได้เข้าใจว่าพวกเขาเป็นกลุ่มคนที่อาศัยอยู่กับทะเล” เจ้าหน้าที่ กล่าว

ด้านนางสาวจิตติมา ผลเสวก ศิลปินซึ่งเป็นผู้นำเรือลำนี้มาแสดงกล่าวว่าเรือลำนี้นำมาจากบ้านศรีรายา บนเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ เป็นซากเรือที่จมอยู่ในทราย เราไปเห็นก็คิดว่าอยากเอามาแสดง และได้ไปขอเจ้าของแล้วพร้อมทั้งทำพิธีขอขมาเพื่อนำมาแสดง

นางสาวจิตติมา กล่าวว่า สาเหตุที่นำเรือมาแสดงเพราะเรือไม่ใช่แค่ตัวแทนชาวประมง แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการเคลื่อนที่ของมนุษย์และชีวิต พอมีนิทรรศการนี้เรามาตีความว่าโครงการต่างๆ ที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงทำขึ้นก็เพื่อชาวบ้านและต้องการให้ชาวบ้านพึ่งพิงสิ่งแวดล้อม ความหมายอีกอย่างคือเรือผุพังเป็นตัวแทนของผู้ที่ถูกทอดทิ้ง

ศิลปินผู้นี้กล่าวว่า ได้ขนเรือมาตั้งแต่เดือนกันยายนและนำมาแสดงชั้น 7 เลย สิ่งที่เกิดขึ้นถือว่าเป็นเรื่องลึกลับเพราะเป็นไปไม่ได้ที่จะมีใครมาถอดรองเท้าเดินในหอศิลป์แห่งนี้ยามค่ำคืน โดยส่วนตัวเชื่อว่าเรือลำนี้มีจิตวิญญานเพราะไม่รู้ใช้กันมากี่ทอดแล้ว เขาอาจต้องการสื่อบางอย่าง โดยเฉพาะการยืนยันที่พวกเขาได้บุกเบิกเกาะลันตา ที่น่าสนใจคือเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในคืนวันลอยกระทง แม้ชาวเลจะไม่มีวันลอยกระทงแต่ก็เป็นวันพระจันทร์เต็มดวงซึ่งชาวเลมีประเพณีลอยเรือในค่ำคืนพระจันทร์เต็มดวงเช่นกัน ขณะที่ช่วงนี้เรามาจัดงานระดมทุนที่หอศิลป์เพื่อทำงานศิลปะบนเกาะลันตา

นางสาวจิตติมา กล่าวว่า สิ่งที่ศิลปินพยายามสะท้อนคือสิ่งแวดล้อมทางทะเลไม่ควรมีโครงการใดๆ ทำลายหรือชาวบ้านไม่ได้ประโยชน์แท้จริง เช่น โรงไฟฟ้าถ่านหิน หรือกฏหมายของกรมเจ้าท่าออกมาจัดระเบียบชาวบ้านริมน้ำทั้งๆที่เขาอยู่มาก่อน

“ตอนนี้ชาวอูรักลาโว้ยที่อยู่มาก่อนแทบไม่มีตัวตนอยู่เลย ทั้งๆที่เขามีสิทธิเต็มเปี่ยมในฐานะผู้บุกเบิก สถานการณ์ของเขากลับอยู่ไม่มั่นคง ตอนนี้มีข่าวว่าชาวเลที่บ้านสังกะอู้ บนเกาะลันตาอาจจะถูกไล่ออกจากพื้นที่ทั้งหมู่บ้านเพราะอยู่ติดทะเล เขาต้องอยู่ติดทะเลเพราะวิถีเขาต้องเฝ้าเรือ และที่ฝังศพเขาก็ต้องเห็นทะเลเพราะต้องได้ยินเสียงคลื่น แต่ตอนนี้สุสานของพวกเขาถูกรีสอร์ตเบียดบังสร้างกำแพงกั้นทะเล”นางสาวจิตติมากล่าว

อนึ่งระหว่างวันที่ 23-25 พฤศจิกายน จะมีการจัดงานศิลปะแสดงสดนานาชาติเกาะลันตาโดยจะมีศิลปินไทยและต่างชาติราว 30 คนไปร่วมกันสะท้อนสิทธิชาวเลในแง่มุมต่างๆ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน