เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 21 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศวันที่ 7 ของการถวายสักการะ พระบรมศพเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร และลงนามถวายอาลัยในสมุดหลวง ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง โดยในวันนี้ยังมีประชาชน นักเรียน นักศึกษา หน่วยงานราชการ แต่งกายชุดสีดำไว้ทุกข์ทยอยเดินทางเข้าถวายสักการะพระบรมศพ อย่างต่อเนื่องจนแถวยาวล้นเข้าไปภายในสนามหลวง โดยมีเจ้าหน้าที่ทหาร เจ้าหน้าที่ตำรวจ และเจ้าหน้าที่กู้ภัย ประชาสัมพันธ์ระเบียบการแต่งกาย และข้อปฎิบัติสำหรับผู้ที่จะเข้าไปในพระบรมมหาราชวัง
ขณะที่การรักษาความปลอดภัยยังมีเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ ทั้งในและนอกเครื่องแบบกระจายกำลังโดยรอบพระบรมมหาราชวัง และสนามหลวง เพื่อดูแลความปลอดภัย และอำนวยความสะดวกผู้มาร่วมงานอย่างเข้มงวด พร้อมนำสุนัขตำรวจตระเวนตรวจตรารอบสนามหลวง นอกจากนี้ ยังมีจิตอาสาที่เข้ามาช่วยเหลือดูแลความสะอาดในสนามหลวง และรอบสถานที่จัดงาน มีทั้งนักเรียน นักศึกษา และลูกเสือ ชั้นประถมศึกษา จำนวนหนึ่งกระจายเดินเก็บขยะรอบพื้นที่
ส่วนที่ท้องสนามหลวง กทม.นำภาพพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมาติดตั้ง พร้อมประดับตกแต่งดอกไม้อย่างสวยงาม เพื่อให้ประชาชนร่วมวางดอกไม้ และกราบไหว้แสดงความอาลัย พร้อมตั้งเต็นท์ และติดตั้งพัดลมให้ประชาชนเข้ามาพักผ่อนหลบร้อน ในส่วนตามซุ้มของหน่วยงานราชการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) นำผู้สูงอายุ จากบ้านบางแค มาเย็บริบบิ้นแจกให้ผู้ที่มาร่วมงาน และเปิดสอนวิธีเย็บให้กับผู้ที่สนใจ
แม่ชี สมใจ ซ้อนกลิ่ม อายุ 67 ปี กล่าวว่า ตนเดินทางมาจาก อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา โดยรถทัวร์ ตั้งใจมาสวดมนต์สร้างบารมีถวายเป็นพระพุทธบูชาให้พระองค์ท่าน เพราะพระองค์ทรงเป็นต้นแบบของทุกอย่าง อย่างคำสอนเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงก็ซึมซับอยู่ในใจ ได้รับรู้มาตั้งแต่เด็ก และนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน บวกกับคำสอนของพระพุทธเจ้า เมื่อปฏิบัติตามแล้วจะทำให้ไม่เป็นทุกข์
“พระองค์ท่านคือพระโพธิสัตว์องค์หนึ่ง ทำให้เราอยู่ดีกินดีได้จนถึงทุกวันนี้ พอแม่ทราบเรื่องข้างในมันสะอื้น ระลึกถึงทีไร อดที่จะใจหายไม่ได้ จากนี้ไปจะเป็นแม่ชีไทยที่รักษาศีลธรรมอยู่ในศาสนา ทำให้ดีที่สุดในผ้าขาว และจะสวดมนต์นั่งสมาธิถวายพระองค์ท่านทุกวัน” แม่ชีสมใจ กล่าว
ว่าที่ร้อยโทอรรถชล ทรัพย์ทวี นายอำเภอสามโก้ จังหวัดอ่างทอง พร้อมด้วย ร.อ.สายชล ม่วงศรี นายทหารฝ่ายกิจการพลเรือน ร.31พัน.1รอ. พา น.ส.พยง สนโรจน์ อายุ 19 ปี อดีตเด็กนักเรียนที่เคยเขียนฎีกาขอพระราชทานทุนการศึกษา จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลที่ 9 และครอบครัวเข้ากราบสักการะถวายความอาลัย
ว่าที่ร้อยโทอรรถชล กล่าวว่า หลังจากมีการนำเสนอข่าวออกไปตามสื่อต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องราวของการเขียนฎีกาขอพระราชทานทุนการศึกษา จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลที่ 9 ของน.ส.พยง จนทรงพระกรุณาพระราชทุนการศึกษาจนถึงม.6 แต่น้องไม่อาจศึกษาต่อได้ เนื่องจากมีโรคประจำตัวที่ต้องมีการดูแลอย่างต่อเนื่อง พอพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลที่ 9 สวรรคตลงก็อยากจะเดินทางเข้ากราบสักการะแต่ด้วยฐานะยากจนและไม่รู้จะเดินทางอย่างไร พ.ท.ทศพล ทิมสถิตย์ ผบ.ร.31 พัน.1 รอ. จึงมอบหมายให้ ร.อ.สายชล ม่วงศรี นายทหารฝ่ายกิจการพลเรือน ร.31พัน.1รอ.ประสานทางอำเภอสามโก้ เพื่อติดต่อและนำพาน.ส.พยง และครอบครัว เข้ากราบสักการะถวายความอาลัย โดยในช่วงเวลา 04.00 น. ได้เดินทางไปรับน.ส.พยง ที่บ้านเลขที่ 41 ม.3 ต.ราษฎรพัฒนา อ.สามโก้ จ.อ่างทอง และรีบเดินทางเข้ากทม.เพื่อมาสักการะ
น.ส.พยง เปิดเผยว่า รู้สึกดีใจมากที่ทางทหารและท่านนายอำเภอสามโก้ พาตนและครอบครัวเข้ากราบสักการะถวายความอาลัยในครั้งนี้ ตนพอรู้ว่าจะได้ไป ก็ร้องไห้ดีใจมาก เพราะไม่คิดว่าจะมีโอกาสแบบนี้ ตนก็จะทำตามที่พ่อสอนใช้ชีวิตอย่างพอเพียง
ด้านนางบุญเกื้อ สนโรจน์ อายุ 55 ปี แม่ของน.ส.พยง กล่าวว่า มีเจ้าหน้าที่จากทางราชวังเดินทางมาหาที่บ้านเมื่อวานนี้ เพื่อถามเรื่องราวที่เกิดขึ้น และจะพานำเข้าไปกราบสักการะถวายความอาลัย ซึ่งตนก็บอกว่าทางทหารและทางอำเภอสาวโก้จะพาเข้าไป ทางเจ้าหน้าที่จากสำนักพระราชวังเปิดเผยว่า จดหมายที่ลูกสาวส่งไปถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ พระองค์เป็นผู้ทรงเปิดอ่านเอง ตนรู้เข้าก็น้ำตาไหล ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้







