เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 8 ม.ค. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รอง ผบ.ตร. ในฐานะโฆษก ตร. กล่าวถึงกรณีที่นายเสกสรรค์ ศุขพิมาย หรือ เสก โลโซ นักร้องชื่อดัง แถลงข่าวอ้างว่าตนเองไม่ได้เสพยาเสพติด แต่สาเหตุที่ปัสสาวะเป็นสีม่วง เกิดจากกินยานอนหลับและยารักษาโรคไบโพลาร์ ว่าการตรวจปัสสาวะเพื่อหาสารเสพติดนั้น เจ้าหน้าที่ใช้กระบวนการทางนิติวิทยาศาสตร์เข้ามาตรวจสอบ ที่ผ่านมาก็ใช้วิธีการตรวจเดียวกันนี้ในการตรวจสารเสพติดในปัสสาวะมามากกว่า 1 ล้านคน ซึ่งทุกครั้งก็ได้ผลที่แม่นยำ และทั่วโลกก็ใช้วิธีการเดียวกัน
พล.ต.อ.วิระชัย กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่เสก โลโซ อ้างว่า ไม่ได้เสพยาเสพติด แต่กินยานอนหลับและยารักษาโรคไพโบลาร์นั้น กระบวนการทางนิติวิทยาศาสตร์ก็สามารถตรวจสอบได้เช่นกัน ว่าปัสสาวะที่เป็นสีม่วงมาจากการใช้สารเสพติด หรือยารักษาโรค สำหรับกรณีนายเสกสรรค์จะฟ้องเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดที่เข้าตรวจค้นบ้านพักนั้น ส่วนตัวมองว่า เป็นสิทธิสามารถทำได้ แต่ตนขอชี้แจงว่าการปฎิบัติหน้าที่ของตำรวจในการเข้าจับกุมตัวนายเสกสรรค์นั้น เจ้าหน้าที่ก็ทำตามขั้นตอนของกฎหมายทุกขั้นตอน มีเหตุมีผล ที่จะใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัยในการเข้าไปดำเนินการต่างๆ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
รอง ผบ.ตร. กล่าวอีกว่า ตนเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติสามารถอธิบายได้ ว่าเหตุที่เข้าไปในลักษณะนั้น เพราะอะไร มีเหตุมีผลอย่างไร และท้ายที่สุดไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ ตรงนี้เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด ยืนยันตำรวจทำอย่างตรงไปตรงมา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาทุกขั้นตอน ตำรวจไม่ได้ทำเพื่อตำรวจเอง แต่ทำเพื่อความปลอดภัยของประชาชน เพื่อบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมทั่วถึง
พล.ต.อ.วิระชัย กล่าวว่า อย่างกรณีนี้หากนายเสกสรรค์ยิงปืนขึ้นฟ้า แล้วตำรวจไม่ดำเนินการขออนุมัติออกหมายจับ ไม่ดำเนินการจับกุม ตำรวจก็จะเป็นจำเลยของสังคมว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ กรณีนี้จึงแสดงให้เห็นว่าใครก็ตามที่ฝ่าฝืนกฎหมาย ตำรวจก็ปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย
ผู้สื่อข่าวถามว่า ส่วนกรณีนายเสกสรรค์อ้างว่ารู้จักนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่หลายคน รวมถึง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. นั้น พล.ต.อ.วิระชัย กล่าวว่า ตนไม่ทราบเจตนาของนายเสกสรรค์ว่าทำไมถึงอ้างเช่นนั้น ตรงนี้ต้องถามเจ้าตัวเอง แต่ยืนยันจะไม่เป็นการกดดันการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพราะในกระบวนการยุติธรรมการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ปฎิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาตามพยานหลักฐาน จะมาอ้างความสนิทสนมส่วนตัวคงไม่ได้
รอง ผบ.ตร. กล่าวว่า อย่างกรณีนี้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ลงไปกำกับดูแลการเข้าจับกุมนายเสกสรรค์ด้วยตนเอง ตรงนี้สามารถยืนยันจุดยืนของ ผบ.ตร. ได้ชัดเจนว่า กฎหมาย คือ กฎหมาย เมื่อใครทำผิดกฎหมายจะสนิทสนมกับใครก็ไม่มีข้อยกเว้น ต้องใช้กฎหมายเดียวกันทั่วประเทศกับทุกคน กรณีนี้ ผบ.ตร.มองว่าจะมีปัญหาในการจับกุมจึงลงไปกำกับดูแลการจับกุมด้วยตนเอง เพราะท่านมีความรับผิดชอบ มีความห่วงใยผู้ใต้บังคับบัญชาที่ลงไปปฏิบัติหน้าที่ รวมทั้งห่วงใยประชาชนเกรงว่าจะมีเหตุกระทบกระทั่งกันจนเกิดความรุนแรงถึงชีวิต ท่านจึงลงไปด้วยตนเอง ท้ายที่สุดก็มีความปลอดภัยทุกฝ่าย
ถามต่อว่า ส่วนการโยกย้ายนายตำรวจที่ถ่ายภาพกับนายเสกสรรค์นั้น พล.ต.อ.วิระชัย กล่าวว่า เป็นการแสดงความโปร่งใสในการตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งจำเป็นจะต้องย้ายตำรวจผู้ที่ถูกกล่าวออกจากพื้นที่ก่อน เพื่อให้การสืบสวนสอบสวนเป็นไปอย่างอิสระ และ ไม่ให้เกิดการขัดขวางการทำงาน ทั้งนี้ เชื่อว่าการตรวจสอบจะใช้เวลาในการดำเนินไม่นาน