กอบศักดิ์ ชี้วิกฤต! เศรษฐกิจโลกซึม-ถดถอย แนะไทยรับมือ คว้าโอกาสท่องเที่ยวฟื้น ในเสวนาวาระก้าวสู่ปีที่ 46 ในหัวข้อ Thailand : New Episode บทใหม่ประเทศไทย 2023

เมื่อเวลา 09.10 น. วันที่ 25 ม.ค.66 ที่ห้องอินฟินิตี้ 1-2 โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพ เครือมติชน ได้แก่ มติชน ข่าวสด และ ประชาชาติธุรกิจ จัดเสวนาวาระก้าวสู่ปีที่ 46 ในหัวข้อ “Thailand : New Episode บทใหม่ประเทศไทย 2023” โดยนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทยและกรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวเปิดเสวนาในหัวข้อ “Thailand opportunity”ว่า

โอกาสของประเทศไทย เป็นคำถามที่สำคัญที่อยู่ข้างหน้าว่าประเทศไทยจะหยิบฉวยโอกาสในอนาคตมาเป็นของเราได้อย่างไร ซึ่งโค้งนี้เป็นโค้งที่สำคัญสุดในปี 2566 จะเป็นโค้งที่กำหนดว่าประเทศไทยจะเป็นหมู่หรือเป็นจ่าอยู่ที่เราจะทำตัวอย่างไร

“ผมคิดว่าไทยผ่าน Perfect Storm ไปได้ 1 ใน 3 แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งปี 2565 เป็นปีที่มีความผันผวนและท้าทาย ผมคิดว่าไทยกำลังเข้าปีที่ 2 จากวิกฤตรอบนี้ และสิ่งสำคัญที่สุดได้ผ่านหัวของมรสุมไปแล้ว ในเวลาที่มรสุมพัดเข้ามาผ่านประเทศไทยจะมีตั้งแต่หัวมรสุม ผลพวงที่ตามมา และสิ่งที่จะต้องเก็บกวาดต่อไปในปี 2566” นายกอบศักดิ์กล่าว

นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า การจะผ่านมรสุมไปได้ เมื่อย้อนไปดูผลของปีแรก สิ่งที่เกิดขึ้นที่แน่นอนมีความท้าทายอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนทั้งปี 2565 เพราะว่าตั้งแต่เกิดเหตุการณ์รัสเซียบุกยูเครน พบว่าตลาดการเงินโลกปั่นป่วนอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ความท้าทายที่จะมีในปี 2565 ต้องคูณเข้าไปอีก 4 เท่า หรือ 5 เท่าจากเดิม ตอนแรกคิดว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ขึ้นดอกเบี้ยสู้เงินเฟ้อเฉยๆ แต่เมื่อบวกกับรัสเซียบุกยูเครน มาถึงเรื่องราคาน้ำมันพุ่งขึ้นสูงในเดือนมี.ค. ราคาโลหะ ราคาอาหาร ทุกอย่างขึ้นพร้อมกัน ในขณะนั้นกังวลใจว่าจะเกิดวิกฤตอาหารโลก วิกฤตพลังงานโลก วิกฤตเงินเฟ้อโลกที่ไม่เคยเป็นมาก่อน และขณะนั้นทุกคนมองไม่ทะลุว่าจะเกิดอะไรขึ้น

“แต่ผมขอแสดงยินดีกับทุกคนที่ผ่านมาได้เยอะแล้ว ถ้าท่านยืนอยู่ตรงนี้ได้ แสดงว่าท่านได้ผ่านมา 1 ปีแล้ว และที่สำคัญใน 1 ปีที่ผ่านมา หากดูที่ตัวเลขราคาพลังงาน หรือน้ำมันโลกกลับไปอยู่ที่เดิม ราคาโลหะกลับไปสู่ราคาเท่ากับ 2 ปีก่อนหน้า หรือต่ำกว่าปีที่ผ่านมา ราคาอาหารที่มีอยู่ช่วงหนึ่งว่าจะเกิดวิกฤตอาหารโลกอย่างกว้างขวาง ขณะนี้ราคาอาหารโลกกลับเข้าสู่ที่เดิมของต้นปีที่ผ่านมา แสดงว่าความท้าทายที่มาจากราคาต่างๆ ที่เป็นต้นทุนได้คลี่คลายไปเยอะแล้ว“ นายกอบศักดิ์กล่าว

นายกอบศักดิ์กล่าวว่า จึงไม่แปลกใจว่าในฝั่งยุโรป เงินเฟ้อเริ่มลดลง สหรัฐฯ เงินเฟ้อลดลง และที่ต่างๆ ก็เริ่มบริหารจัดการได้ดีขึ้นมาจากสิ่งต่างๆ เหล่านี้ได้ผ่านไป แต่ทั้งหมดเกิดจากว่าวันที่เกิดสงคราม มันเกิดช็อกจากการแซงก์ชั่น แต่หลังจากนั้นสินค้าจำนวนหนึ่งในโลก ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ย อาหาร น้ำมัน มันหายไปจากตลาดโลก ตลาดจึงต้องปรับตัวทันที แต่เมื่อเวลาผ่านไปรัสเซียรู้จักจีน อินเดียรู้จักตะวันออกกลาง เขาก็ส่งสินค้ามาทางนี้ และหลังจากนั้นตลาดเริ่มเข้าสู่สมดุลอีกครั้ง และทำให้ทุกคนผ่านความคับขันที่สุดไปได้ในระดับหนึ่ง

“ผลพวงที่ตามมาอีกครั้งจะเป็นเรื่องของการต่อสู้ของเฟดที่เข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ โดยปี 2565 ต้องบอกว่าเฟดคือตัวป่วน ไม่ว่าเขาจะบอกว่าเขาเป็นใคร แต่เขาคือตัวป่วน เพราะเขามือไม่นิ่ง เป็นคุณหมอเจอคนไข้หัวใจล้มเหลวแล้วคุณหมอมือสั่น คนไข้ก็ต้องหนักใจว่าคุณหมอจะผ่าตัดหัวใจผมจริงหรือเปล่า ญาติคนไข้ก็กังวลใจ”นายกอบศักดิ์กล่าว

นายกอบศักดิ์ ขยายความอีกว่า หลังจากนั้นสิ่งที่ตามมาคือตลาดโลกผันผวนตลอด เพราะดูทิศทางของเฟดว่าจะทำอย่างไรในการปรับอัตราดอกเบี้ยจะ 0.25% 0.50% 0.75% หรือ 1% ทุกครั้งมีแต่คำถามและปัญหา นำมาสู่ความผันผวนของตลาดการเงินโลก หุ้นต่างๆ ตกระเนระนาด อาทิ ดาวโจนส์ ลงมา 20% บิทคอยน์ (Bitcion) ลงมา 65% และแนสแด็ก (Nasdaq) ลงมา 33% แม้กระทั่งสินทรัพย์ที่สำคัญอย่างดอลลาร์สหรัฐ ยังทะลุทะลวงถึง 20% จาก 95% หรือประมาณสัก 115% และที่น่าสนใจหลังการต่อสู้ได้ผ่านไปตัวของปัญหาต่างๆ คลี่คลายดีขึ้น ทุกคนต่างมองว่าเฟดน่าจะสบายใจขึ้น และทุกอย่างที่กำลังทำเฟดก็เริ่มนิ่งขึ้นเรื่อยๆ โดยจะเห็นว่าดาวโจนส์ปรับตัว และตัวของดอลลาร์ก็ปรับตัว รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นแนสแด็ก บิทคอยน์ ในเดือนมกราคมนี้เริ่มปรับตัวดีขึ้นจากความรู้สึกว่าเฟดจะปรับตัวเข้าสู้จุดที่จะจบคอร์สการให้ยารอบนี้ได้

นายกอบศักดิ์กล่าวว่า ทั้งหมดจึงนำเข้าสู่ปี 2566 จะเป็นปีที่เริ่มคลี่คลายจากเงินเฟ้อเริ่มลดลง ดอกเบี้ยเริ่มไม่ขึ้น หลังจากที่ขึ้นๆ และเริ่มชะลอการขึ้น และสุดท้ายจะเข้าสู่จุดสูงสุด และจากนั้นมีผลพวงตามมา หลังจากที่บอกว่าหัวมรสุมได้ผ่านไปมากแล้ว แต่ผลพวงตอนที่มรสุมมันมาตอนที่คลื่นต่างๆ ไปสาดแรงเต็มไปหมด จึงมีภาพการต่อสู้ ซึ่งผลที่ตามมาคือน้ำท่วม และเรากำลังเข้าสู่ภาวะช่วงที่ 2 คือ การที่น้ำท่วมขัง หรือในเศรษฐศาสตร์คือเรื่องของภาวะถดถอย(recession) ที่กำลังเข้ามาเยือนทุกๆ คน และคิดว่าเป็นเรื่องกำลังเกิดขึ้น ขณะเดียวกันกลุ่มตลาดเกิดใหม่ (EM) กำลังมีปัญหา และนำมาถึงการฟื้นตัวในสินทรัพย์บางส่วน

“อยากให้ดูภาวะเศรษฐกิจถดถอยขณะนี้ในที่ต่างๆ ทั่วโลกกำลังเตรียมการรับมือวิกฤตนี้อย่างต่อเนื่อง ดูดัชนีภาคการผลิตและการบริการในอุตสาหกรรม (PMI) ของทั่วโลก อาทิ สหรัฐตกต่อเนื่อง อียูก็ตกจนช่วงท้ายดีขึ้น เพราะตัวแก๊สเริ่มดีขึ้น แต่สุดท้ายต่ำกว่า 50% สหราชอาณาจักรก็ตกลงเรื่อยๆ แม้กระทั่งจีน ก็ตกลงเรื่อยๆ ที่น่าสนใจคือการที่เศรษฐกิจต่างๆ ไม่ดี เริ่มส่งผลโดยตัวเลขล่าสุด คือตัวเลขส่งออกของสิงคโปร์ติดลบ 20% มีความหมาย เพราะสิงคโปร์คือผู้ส่งออกโลก เพราะพอร์ตที่สำคัญ ถ้าสิงคโปร์ส่งออกตกมา 20% ก็หมายถึงว่าคนที่ส่งสินค้าไปที่สิงคโปร์ก็มีปัญหา เกาหลีติดลบ 10% ใน 2 เดือนติดต่อกัน และอีกเจ้าหนึ่งที่เป็นโรงงานของโลกคือจีน ที่ติดลบ 9.9% “

นายกอบศักดิ์กล่าวว่า จึงน่าคิดว่าประเทศต่างๆ ที่เป็นประเทศหลักด้านการส่งออกกำลังเผชิญปัญหา ในการส่งออกสินค้า สอดรับกับที่คิดว่าเศรษฐกิจโลกกำลังเข้าสู่ภาวะถดถอย ซึมเศร้า กำลังซื้อลด บริษัทต่างๆ กำลังเตรียมการเคลียร์สต๊อก ไม่ต้องส่งของมา แล้วคนที่ผลิตสินค้าส่งออกกำลังเผชิญชะตากรรม เพราะปีที่ผ่านมา เผชิญความท้าทายที่ตลาดทุน ความผันผวนของสินทรัพย์ แต่ปีนี้ความท้าทายจะอยู่ที่ตลาดจริง ก็คือผู้ผลิต และความซบเซาของดีมานด์ต่างๆ ทั่วโลกที่จะต้องปรับตัวในเรื่องนี้ แม้กระทั่งประเทศไทย

“การส่งออกของไทย เมื่อปรับฤดูกาลเอาทองคำออกไปพบว่าการส่งออกไทยลดลงตั้งแต่เดือนมิถุนายนเป็นต้นมาที่ 10% ทั้งที่บอกว่าเศรษฐกิจดี ส่งออกได้ แต่ความจริงตัวความซึมเศร้าของเศรษฐกิจโลกได้ปรากฏผลในการส่งออกของไทยแล้ว ผมกังวลใจว่าปี 2566 ปีนี้คือความท้าทายทั้งหมดของตัวผู้ประกอบการภาคการผลิตว่าเขาจะผลิตอย่างไร ให้ผ่านตรงนี้ไปได้อย่างไร จากข่าวเริ่มเห็นบริษัทต่างๆลดคนงาน ถูกปลดกะทันหัน อาทิ อเมซอน กูเกิล ไมโครซอฟท์ แสดงว่าเขาเห็นอะไรบางอย่างในอนาคตที่ต้องเตรียมการรองรับ คือ เศรษฐกิจที่กำลังซบเซาลงอย่างต่อเนื่อง จึงต้องทำตัวให้เบาที่สุดเพื่อให้ผ่านจุดนี้ไปให้ได้ จึงอยากเตือนใจทุกคนว่าเราอาจอยู่หางของมรสุม ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบตรงๆ แต่ว่าในโลกกำลังมีความท้าทายเรื่องนี้และมีอย่างต่อเนื่อง”

นายกอบศักดิ์กล่าวว่า สำหรับประเทศไทยคาดว่าจะผ่านจุดนี้ไปได้ ไม่มีความจำเป็นว่าทุกคนจะต้องโดนเหมือนกัน เพราะว่าโชคดีที่มีภาคการท่องเที่ยวที่ฟื้นในจังหวะที่ถูกต้อง และอยากให้ท่องเที่ยวฟื้นมานาน แต่ท่องเที่ยวบอกว่าฟื้นไม่ได้ เพราะโควิดยังไม่จบ แต่ว่าวันที่เขาฟื้น ก็ฟื้นมาในจังหวะที่ใช่ที่สุด คือจังหวะที่คับขันที่สุดของในประเทศทั่วโลก จากปี 2565 เริ่มต้นมีนักท่องเที่ยวจาก 130,000 คนช่วงต้นปี ปลายปีจบที่ 2 ล้านคนต่อเดือน และปีนี้แม้จะเห็นภาพประชาชนจีนกำลังสู้เรื่องโควิดอย่างเข้มงวด และคนไทยก็กลัว แต่คาดว่าในเดือนมี.ค. ทุกอย่างจะจบลง และผ่านจุดพีกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากนั้นจะสามารถอ้าแขนรับคนจีนเข้าสู่ประเทศไทยได้เต็มที่ และคนจีนก็พร้อมเที่ยวทุกที่ทั่วโลกอย่างที่ไม่ต้องกังวลใจต่อไป

“ทั้งหมดนี้จะดีต่อประเทศไทยอย่างยิ่ง เพราะปีนี้เป็นปีที่ต้องการนักท่องเที่ยวยิ่งเยอะยิ่งดี จะช่วยทำให้เศรษฐกิจไทยเราดี ถ้าส่งออกไม่ได้ก็ขายในประเทศนี่แหละ เพราะฉะนั้นเราจะสามารถบริหารจัดการปัญหาเศรษฐกิจเราได้ ทั้งหมดนี้มีสิ่งที่มองไม่ทะลุ 2-3 อย่าง คือ เงินเฟ้อจะดื้อแค่ไหน และถ้าเงินเฟ้อไม่ยอมลงหมายถึงว่าภาวะถดถอยอาจจะลึกมากก่าที่ทุกคนคิด คือสิ่งที่เป็นคำถามที่ยังมองไม่ทะลุ แต่อย่างอื่นค่อยๆชัดขึ้นว่ากำลังจะเกิดขึ้น”นายกอบศักดิ์กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน