ชูวิทย์ นำ สกาย พยานสิงคโปร์ แถลงปมดาราไต้หวัน ยันถูกบีบให้จ่าย2.7หมื่น ไม่ได้เป็นฝ่ายเสนอให้ ตร.รุดสอบ เผยซื้อบุหรี่ไฟฟ้ามาจากตลาดย่านห้วยขวาง

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 1 ก.พ.2566 ที่โรงแรมเดอะเดวิส สุขุมวิท 24 นายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ อดีตนักการเมือง พร้อมด้วย สกาย นักท่องเที่ยวชาวสิงคโปร์ พยานในคดีดาราสาวไต้หวัน ซึ่งเป็นคนยื่นเงิน 27,000 บาทให้กับตำรวจที่ตั้งด่าน ได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชน และเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมกับชี้ระบุตัวตำรวจที่ตั้งด่าน

ก่อนแถลงข่าว นายชูวิทย์ ถือปี๊บและเดินเคาะเสียงดังเป็นจังหวะ ก่อนตะโกนว่า “ฝากเอาปี๊บให้ พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น. เนื่องจากตั้งบ่อนไม่ได้ เลยมาตั้งด่านแทน แถมตั้งด่านทำลายภาพลักษณ์ประเทศไทยอีก เอาเงินนักท่องเที่ยว ผบช.น.คนนี้หลายเรื่องแล้วนะ เดี๋ยวจะแฉให้ดู

นายชูวิทย์ กล่าวว่า การตั้งด่านของเจ้าหน้าที่มีการทำเป็นขบวนการ จัดสรรแบ่งส่วนให้กับผู้ที่ปฏิบัติงาน การตั้งด่านนี้ทำลายภาพลักษณ์ของการท่องเที่ยวยิ่งเฉพาะในช่วงนี้ที่พึ่งมีการเปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยวกลับมาอีกครั้งหลังสถานการณ์โควิด 19 จากนี้แทนที่นักท่องเที่ยวจะกลัวโจรผู้ร้ายกลับต้องมากลัวตำรวจที่ควรจะดูแลความปลอดภัยของพวกเขา

ตนมองว่า หากวันนี้ตำรวจต้องการจะคืนเงิน 27,000 บาท ให้กลุ่มผู้เสียหาย ตนก็เชื่อว่าเขาจะไม่รับแล้ว เพราะทั้งหมดไม่ได้รับความเป็นธรรม อีกทั้งที่ผ่านมา ยังถูกเจ้าหน้าที่ใส่ร้ายมาตลอด เปรียบตำรวจไม่ดี เป็นนิ้วร้ายที่ต้องตัดทิ้ง เชื่อว่าวันนี้ไม่มีนิ้วเหลือให้ตัดแล้ว

ด้านสกาย กล่าวว่า ถ้าตนไม่ไว้ใจนายชูวิทย์ ตนก็คงไม่เดินทางมาที่ประเทศไทย โดยในวันที่เกิดเรื่อง ตนกับกลุ่มเพื่อนรวมทั้งอันหยูชิง (ดาราสาวชาวไต้หวัน) ไปเที่ยวงานวันเกิดเพื่อนอีกกลุ่ม หลังจากนั้น ระหว่างเดินทางกลับโรงแรม ซึ่งอยู่บริเวณถนนรัชดาภิเษก เจอตำรวจตั้งด่านใช้ไฟฉายส่องเข้ามาในรถแกร็บที่นั่งอยู่

จากนั้นเจ้าหน้าที่ประจำด่าน บอกให้รถจอดเข้าข้างทางให้ทุกคนในรถลงมาจากนั้นเข้ามมาจับตามตัว ค้นกระเป๋า ให้นำเอกสาร หนังสือเดินทางออกมาแสดง รวมทั้งให้ถอดรองเท้า ซึ่งในวันดังกล่าวตนไม่ได้นำพาสปอร์ตออกมาจากที่พัก จากการตรวจค้รตัวเจ้าหน้าที่พบบุหรี่ไฟฟ้า 3 อัน เจ้าหน้าที่ถามต่อว่ามาจากประเทศไหน

ตอนนั้นทางกลุ่มพวกตนเองเริ่มสงสัยแล้วว่าทำไมตำรวจทำเป็นเรื่องใหญ่ สั่งห้ามโทรศัพท์ ห้ามติดต่อใคร หรือถ่ายรูป ในเหตุการณ์ฝั่งผมมีเพียงผมคนเดียวที่พูดไทยได้ นอกนั้นในกลุ่มพูดไม่ได้ โดย ตำรวจบอกว่า อย่ากวนตีน และระหว่างที่ตนถามถึงเหตุผลว่าทำไมถึงต้องตรวจมากมาย เพราะตนและเพื่อนไม่ได้ทำกฎหมายแน่นอน พร้อมอธิบายว่าตามปกติแล้วการเดินทางเข้าประเทศไทยของคนสิงค์โปร์ ไม่จำเป็นต้องมีวีซ่า ยกเว้นกรณีที่อยู่อาศัยเกินกว่า 10 กว่าวันขึ้นไป

ส่วนตัวที่เดินทางมาเมื่อวันที่ 25 ธ.ค. เพื่อฉลองเทศกาลปีใหม่และอยู่ต่อเนื่องมาจนถึงวันที่ 5 เป็นวันที่กำหนดเดินทางกลับ ส่วนเล่มหนังสือเดินทาง หรือ พาสปอร์ตที่เจ้าหน้าที่พยายามเรียกดู ตนได้ตอบไปว่าเอกสารต่างๆอยู่ที่ที่พัก ถ้าจะตรวจขอเวลากลับไปนำมาแสดง ขณะนั้นเจ้าหน้าที่ไม่ฟังและพยายามแย้งว่าต้องแสดงเอกสารทันที ห้ามไปไหน และพยายามแจ้งว่าการที่พกพาบุหรี่ไฟฟ้าเป็นความผิด

สกาย จึงได้ตอบเจ้าหน้าที่ไปว่า ตนและเพื่อนไม่ทราบว่าผิดกฎหมาย พร้อมถามกลับว่าถ้าผิดกฎหมายจริงถึงขายได้ทั่วไป เพราะบุหรี่ไฟฟ้าที่ตำรวจยึดตนก็ซื้อมาจากตลาดที่ห้วยขวางเทอเรส ในราคาประมาณ 800-1,000 บาท ประกอบกับ ตนเห็นคนไทยใช้ตามปกติอยู่ และไม่มีใครบอกว่าผิด ตนจึงคิดว่าสามารถสูบได้ตามปกติ เมื่ออธิบายเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าเสร็จตอนนั้นเจ้าหน้าที่เริ่มมีทีท่าโมโห และบอกว่าถ้าอย่างนั้นทั้งหมดต้องไปสถานีตำรวจและจะต้องติดคุกอย่างน้อยอีก 2 วัน

ถึงแม้ผมจะแย้งไปว่าถึงกำหนดเดินทางกลับแล้ว เมื่อเจรจาได้ระยะหนึ่งทางเจ้าหน้าที่พาไปหาเจ้าหน้าที่อีกราย ที่ไม่ได้ใส่เครื่องแบบตำรวจและแจกแจงให้กับผมฟังว่า บุหรี่ไฟฟ้า 3 อัน ซึ่งไม่มีของ อันหยูชิง เพราะเธอเอาไว้ที่ห้อง โดยตำรวจแจ้งว่าบุหรี่ไฟฟ้าอันละ 8,000 บาท 3 คัน ก็เป็นเงิน 24,000 บาท ส่วนที่ไม่พบพาสปอร์ตอีก 3,000 บาท รวม เป็นเงิน 27,000 บาท

โดยตำรวจที่เข้ามาพูดคุยเรื่องเงินมี 3 นาย โดยนายแรก เป็นตำรวจนอกเครื่องแบบ สวมแจ็คเกต มีหนวดเครา คนนี้ทำหน้าที่ในการเรียกและรับเงินจากตน และเก็บเงินเข้ากระเป๋าตนเอง ส่วนตำรวจนายที่ 2 รูปร่างสูงใหญ่ ศีรษะล้าน ทำหน้าที่บังกล้อง ส่วนตำรวจนายที่ 3 เป็นคนรูปร่างผอม ใส่ผ้าคลุมหน้า โดยจะเข้ามาร่วมรับฟังการพูดคุยด้วย

หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่หนึ่งราย ยื่นบุหรี่ไฟฟ้ามาให้อันหยูชิงถือ พร้อมกับถ่ายภาพ ตอนนั้นทั้งกลุ่มเครียดมาก เพราะไม่เคยเจอสถานการณ์แบบนี้มาก่อนและทั้งหมดอยากออกจากจุดนั้นไว้ๆรวมถึอยากออกจากประเทศไทย ไม่อยากอยู่ต่อเพราะไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะเกิดเรื่องอะไรขึ้นอีก

สกาย กล่าวว่า วันที่เกิดเรื่องตนมีเงินติดตัว 30,000 บาท ตอนที่ให้เงินทางตำรวจพาเดินไปที่มุมหนึ่งของด่านตรวจ จากนั้นให้ตนเองนับเงินให้เรียบร้อยและให้ในกลุ่มของตนมายืนบังมุมกล้อง เมื่อจ่ายเงินเรียบร้อยเจ้าหน้าที่เรียกแท็กซี่ให้และให้บอกแท็กซี่ว่าจะไปไหนต่อ

หลังผ่านเหตุการณ์นั้นมาในกลุ่มไม่ค่อยอยากพูดคุยกันเพราะทุกคนยังเครียด แต่ยืนยันว่าไม่ได้เมาเหมือนที่มีคนออกมาพูด และพยายามสื่อสารกับเจ้าหน้าที่แล้ว ส่วนตัวคิดว่าเจ้าหน้าที่ต้องมีเหตุผล ถ้าอยากจับก็จะต้องมีเหตุผล ถ้าสงสัยอะไรก็ต้องพูดคุย แต่สิ่งที่เกิดตำรวจไม่มีเหตุผลอะไรและบอกว่าต้องไปสถานีตำรวจอย่างเดียว ทำไมต้องทำแบบนี้ สำหรับเงินที่จ่ายไปสกาย ยืนยันว่า ตำรวจกลุ่มนั้นแสดงท่าทีและพูดจาในลักษณะบีบบังคับให้จ่ายเงินตนเองไม่ได้เสนอให้

ทั้งนี้เงิน 30,000 บาทที่จ่ายไปตั้งใจว่าจะซื้อของฝากให้ครอบครัวแต่สุดท้ายก็ไม่ได้ซื้อเพราะตำรวจเหลือเงินให้ติดตัว 3,000 บาท หลังจากกลับมาในกลุ่มมีการพูดคุยกันและคิดว่าถ้าตอนนั้นมีทางเลือกก็คงไม่ให้เงินแต่ให้ไปเพราะตำรวจจะพาไปที่สถานีตำรวจอย่างเดียว

ขณะเดียวกันชูวิทย์ ได้จัดทำแฟ้มรายชื่อพร้อมรูปภาพ ของตำรวจ สังกัดสถานีตำรวจนครบาล (สน.)ห้วยขวาง มาจำนวนหนึ่ง และเปิดให้สกายดู 2 รูปภาพ แล้วถามว่า จดจำใครได้บ้าง
ซึ่งสกาย ดูรูปภาพตำรวจแล้ว ได้พยักหน้า พร้อมกับดูภาพตำรวจทั้ง 2 นาย

ต่อมาประมาณ 15.15 น. ภายหลังจากที่สกาย ให้ข้อมูลเสร็จก็ออกจากการแถลง เพื่อไปเตรียมความพร้อมที่จะต้องให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ จากนั้นเวลาด 15.30 น. พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ต.อัฏธพร วงศ์ศิริปรีดา ผบก.น. 1 เดินทางมาร่วมสังเกตการณ์ในการสอบปากคำด้วย

พล.ต.ต.อาชยน กล่าวว่า ขอเวลาขึ้นไปพบกับสกาย พยานสำคัญก่อน ซึ่งวันนี้ได้ให้คณะกรรมการและทีมพนักงานสอบสวน 4-5 นาย เข้ามาร่วมสอบปากคำพยานอย่างละเอียดและครอบคลุมทุกประเด็น

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน