ยังจับไม่ได้ แฮกเกอร์ 9near ‘ชัยวุฒิ’ อ้างเป็นทหารต้องมีกระบวนการทาง กม. เผยรู้ข้อมูลรั่วตั้งแต่ 14 มี.ค. ตามจับแล้วแต่คนร้ายปิดโทรศัพท์หนี

วันที่ 7 เม.ย.2566 นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อม พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตั้งโต๊ะแถลงความคืบหน้าหลังรู้ตัวมือแฮกเกอร์แฮกข้อมูลคนไทย 55 ล้านคน

นายชัยวุฒิ เผยว่า ขณะนี้รู้ตัวคนร้าย และล็อกเป้าได้แล้ว แต่ยังไม่สามารถจับกุมได้อยู่ระหว่างการหลบหนี ซึ่งในขณะนี้ต้นสังกัดของทหารนายดังกล่าวได้ทราบเรื่องแล้ว แต่การจับกุมทหารต้องมีกระบวนการทางกฎหมาย ซึ่งหากเป็นประชาชนทั่วไปสามารถจับกุมได้เลย สำหรับมูลเหตุการก่อเหตุนั้นได้ตั้งเอาไว้หลายประเด็นทั้งการเอาข้อมูลไปขาย การสแกมข้อมูลบางส่วน เพื่อหลอกขายข้อมูลให้กับคนร้ายด้วยกันเอง หรือการดิสเครดิตหน่วยงานและคึกคะนอง

ส่วนการขายข้อมูลให้ใครบ้างนั้นต้องรอการตรวจสอบ รวมไปถึงข้อมูลหลุดจากหน่วยงานไหนก็ต้องรอการตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง ยืนยันว่า หากคนร้ายยังอยู่ในแผ่นดินไทยจะสามารถจับกุมได้แน่นอน

“เขาเป็นทหาร ใครจะไปจับทหารก็ต้องขออนุญาตจากผู้บังคับบัญชา หรือเป็นกระบวนการระหว่างตำรวจ-ทหาร ที่ต้องพูดคุยกัน มันไม่ใช่ประชาชนธรรมดา ถ้าเป็นประชาชนธรรมดา เราก็จับกุมได้เลย” ส่วนกรณีที่มีการตั้งข้อสงสัยว่าข้อมูลหลุดมาจาก แอพพลิเคชั่นหมอพร้อม หรือไม่ ขณะนี้ยังไม่สามารถสรุปได้ เนื่องจากข้อมูลพื้นฐานเหล่านี้ ก็มีในหลายหน่วยงาน อีกอย่างหมอพร้อมเป็นหน่วยงานที่มีข้อมูลเยอะ เป็นเป้าหมาย แต่ต้องให้ความเป็นธรรมกับแอพพลิเคชั่นหมอพร้อมด้วย เพราะยังไม่ได้ตัวคนร้ายมา

ทั้งนี้ นายชัยวุฒิ ได้กล่าวขอโทษพี่น้องประชาชนที่ไม่สามารถดึงข้อมูลที่รั่วหลุดออกไปแล้วกลับมาได้ พร้อมกับฝากเตือนประชาชนให้เฝ้าระวังในกรณีที่มีเบอร์แปลกโทรเข้ามาหา ขอให้อย่าหลงเชื่อ และเตือนผู้ที่นำข้อมูลของบุคคลของผู้อื่นไปใช้ ก็ถือว่ามีความผิดเช่นเดียวกัน

ขณะที่ พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท.เผยว่า ได้รับเรื่องข้อมูลรั่วตั้งแต่วันที่ 14 มี.ค.ที่ผ่านมา จึงสืบสวนจนรู้ตัวคนร้าย ต่อมาวันที่ 2 เม.ย. เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงขอศาลออกหมายจับตามความผิด 2 ข้อหา คือ พ.ร.บ.คอมฯ และ PDPA ซึ่งตำรวจพยายามติดตามจับกุมคนร้าย แต่คนร้ายปิดโทรศัพท์หนีไป ก่อนมาตรวจสอบพบภายหลังว่าบุคคลที่ถูกออกหมายจับนั้นเป็นทหารยศสิบโท ที่ปฎิบัติหน้าที่ในสังกัดที่เกี่ยวกับยานพาหนะ ซึ่งไม่ใช่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี

พล.ต.ท.วรวัฒน์ กล่าวว่า ตรวจสอบประวัติพบว่าคนร้ายรายนี้ เป็นบุคคลที่มีความรู้ทางด้านคอมพิวเตอร์สูง จึงเชื่อได้ว่า การกระทำเป็นเรื่องส่วนบุคคล ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับต้นสังกัด เนื่องจากดูจากเจตนาคนร้ายแล้วพบว่า จุดประสงค์เปลี่ยนไปตลอดเวลา เบื้องต้นได้ประสานไปที่ต้นสังกัดเพื่อตรวจสอบว่าทหารนายนี้ยังรับราชการอยู่หรือไม่

สำหรับภรรยาของคนร้ายที่มีรายงานว่าเป็นพยาบาล จะมีความเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ ซึ่งขณะนี้ภรรยาก็หลบหนีเช่นเดียวกัน สำหรับข้อมูลที่คนร้ายนำไปเปิดเผย ส่วนใหญ่เป็นข้อมูลทั่วไป เช่น ชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทร ซึ่งยอมรับว่ามีการรั่วไหลของข้อมูลจริง แต่ยังไม่สามารถระบุได้ว่าจะรั่วถึง 55 ล้านรายชื่อหรือไม่

เมื่อถามว่า ได้รับแจ้งตั้งแต่วันที่ 14 มี.ค.แล้วทำไมไม่มีการแจ้งเตือนประชาชน นายชัยวุฒิ ระบุว่า ตามกระบวนการต้องมีการสืบสวนสอบสวนก่อน ถ้ารีบแจ้งเตือนบางทีอาจทำให้คนตื่นตระหนก เพราะว่าไม่รู้ว่าเป็นคำอ้างหรือเป็นสแกมไปหลอกลวง แต่เมื่อมีการพัฒนาของกระบวนการมาเรื่อยๆ จึงมีการพยายามสืบสวนดำเนินคดีมาจนถึงวันนี้ ยืนยันว่าทำให้ดีที่สุด และให้ความมั่นใจกับพี่น้องประชาชนว่ามีกฎหมายและหน่วยงานรองรับ เพื่อคุ้มครองประชนชนอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ หลังจากนี้หากประชาชนถูกนำข้อมูลไปใช้ก็สามารถแจ้งความได้ หรือฟ้องร้องต่อศาลได้

ส่วนกรณีที่ผู้ต้องหามีส่วนเกี่ยวข้องกับนักการเมืองระดับบิ๊กของประเทศหรือไม่ พล.ต.ท.วรวัฒน์ ไม่ระบุว่าเกี่ยวข้องหรือไม่ โดยกล่าวว่า เป็นการโยงข้อมูลจากคำพูดสุดท้ายของผู้ต้องหาว่าจะแฉว่าใครเป็นสปอนเซอร์ที่เป็นนักการเมือง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน