รวบผัวเมียไต้หวัน เปลี่ยนสัญชาติ หนีคดีฉ้อโกงระดับชาติ ตั้งบริษัทหลอกนักลงทุนซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตรา อ้างได้กำไรกว่า 24% ต่อปี เสียหาย 4,000 ล้าน

ตามนโยบายของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.ดํารงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. และพล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ รอง ผบ.ตร. สั่งการให้ สตม.สกัดกั้น ตรวจสอบ ระดมจับกุมคนต่างด้าวที่เข้ามาประกอบธุรกิจผิดกฎหมายในประเทศไทย

รวมทั้งให้ดำเนินการตรวจสอบ ชาวไทยและชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในขณะที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ หรือ กลุ่มคนร้ายข้ามชาติที่เข้ามาแฝงตัวอยู่ก่อเหตุ หรือโดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการกระทำความผิด


​
ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ภาคภูมิภิภัทฒ์ สัจจพันธุ์ ผบช.สตม., พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ปิยะอนันต์ โตสกุลวงศ์ ผบก.ตม.1, พ.ต.อ.ภาสกร รัตนปนัดดา รอง ผบก.ตม.1 และ พ.ต.อ.กาจภณ ปฐมัง ผกก.สืบสวน บก.ตม.1 ร่วมแถลงข่าวการจับกุมผู้ต้องหารายสำคัญ ดังนี้


​
กก.สืบสวน บก.ตม.1 รวบผัวเมียไต้หวันสุดแสบ ตีเนียนเปลี่ยนสัญชาติหนีคดีฉ้อโกงระดับตำนาน แห่งยุค Y2K ความเสียหายกว่า 4,000 ล้านบาท สตม.ได้รับการประสานงานจากสำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย กรณี ผู้ต้องหาตามหมายจับของสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) 2 รายสำคัญ

คือนายโกลเด้น (นามสมมติ) อายุ 64 ปี สัญชาติจีน (ไต้หวัน) และ นางมุยกิ ภรรยา อายุ 57 ปี ร่วมกับพวกมากกว่า 10 คน ซึ่งถูกจับกุมก่อนหน้านี้ ก่ออาชญากรรมหลอกลวงประชาชน และหลบหนีออกนอกประเทศเป็นเวลามากกว่า 20 ปี

บก.ตม.1 จึงสั่งการให้ ชุดสืบสวนเฝ้าติดตามสืบสวนหาข่าวจนพบเบาะแสว่านายโกลเด้น และภรรยา เดิมเป็นชาวจีน (ไต้หวัน) หลบหนีหมายจับมาพำนักในประเทศไทย แต่ได้คิดอุบายในการปกปิดตัวตน โดยเดินทางไปประเทศเบลีซ (Belize) ซึ่งเป็นประเทศขนาดเล็กริมทะเลแคริบเบียน ทวีปอเมริกาเหนือ จนได้รับสัญชาติและหนังสือเดินทางของประเทศเบลีซ เปลี่ยนชื่อและนามสกุลใหม่ เพื่อให้ยากต่อการระบุตัวตนและการติดตามตัวของเจ้าหน้าที่

จากนั้นจึงเดินทางเข้าประเทศไทยในวันที่ 18 ก.ค.61 โดยใช้หนังสือเดินทางประเทศเบลีซ และยื่นคำร้องขอเปลี่ยนการตรวจลงตราเป็นประเภท PE โดยเป็นสมาชิก THAILAND PRIVILEGE CARD บก.ตม.1 จึงดำเนินการเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร และสืบสวนหาข่าว

จนทราบว่าทั้งคู่หลบซ่อนตัวอยู่ในคอนโดหรูแห่งหนึ่ง ย่านบางนา จึงเฝ้าติดตามสะกดรอยจนพบนายโกลเด้น และภรรยา เป็นบุคคลเดียวกันกับบุคคลตามหมายจับสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) และถูกเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรไทย ขณะกำลังพยายามหลบหนีที่บริเวณลานจอดรถคอนโดมิเนียมดังกล่าว จึงแสดงตนเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจและขอตรวจสอบ

ผู้ต้องหาทั้ง 2 คนรับว่าตนเป็นบุคคลที่ถูกเพิกถอนการอนุญาต ให้อยู่ในราชอาณาจักรไทยจริง โดยในขณะถูกเจ้าหน้าที่ตรวจสอบนั้น บุคคลต่างด้าว ทั้ง 2 จองตั๋วเครื่องบินโดยสาร และเก็บสัมภาระเตรียมเดินทางไปสาธารณรัฐสิงคโปร์ แต่มาถูกจับกุมตัวเสียก่อน ปิดฉากการหลบหนีความผิดยาวนานกว่า 20 ปี

สำหรับพฤติการณ์เบื้องหลังของการกระทำความผิดอันเป็นที่มาของการออกหมายจับของทางการสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ในครั้งนี้นั้น เกิดขึ้นในช่วงปี พ.ศ.2543 ทั้ง 2 ผัวเมีย ร่วมกับพวกเปิดบริษัท Lien-Chin-Wen holding company รู้จักกันในยุคนั้นในชื่อ บริษัท Richmon โดยกล่าวอ้างต่อสาธารณชนว่าบริษัท Richmon เป็นบริษัทลูกที่ก่อตั้งโดยธนาคาร Richmon ซึ่งอยู่ภายใต้องค์กรเจนีวายุโรป (Europe Geneva Corporation) ซึ่งเป็นเครือบริษัทการเงินการธนาคารที่มีความน่าเชื่อถือในระดับสากล

โดยอ้างว่าเป็นบริษัทที่ได้รับเอกสิทธิ์จากธนาคาร Richmon ในการควบคุมผลิตภัณฑ์ทางการเงิน เช่น การซื้อขาย แลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า (Currency Futures) และยังใช้วิธีการระดมทุนโดยการรับประกันผลตอบแทนต่อปี และใช้วิธีนี้ในการดึงดูดนักลงทุน

ซึ่งในระหว่างการลงทุน นักลงทุนจะได้รับใบแจ้งยอดกำไรขาดทุนที่บริษัทได้คำนวณไว้ให้ทุกๆ 2 เดือน โดยสร้างงบการเงิน และงบกำไรขาดทุนปลอม ให้ปรากฏว่าในทุกๆ 2 เดือน มีผลกำไรมากกว่า 4% หรือคิดเป็นก็คืออัตราผลตอบแทนที่ได้รับมากกว่า 24% ต่อปี

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 13 พฤศจิกายน 2544 นายโกลเด้นกับพวก กลับแจ้งต่อผู้ลงทุนว่าบัญชี บริษัท Richmon ที่ตั้งอยู่ในสาธารณรัฐลัตเวีย (Latvia) ถูกอายัด ทำให้นักลงทุนไม่มีช่องทางในการเรียกร้องค่าเสียหายและต้นทุนกลับคืนมา แต่จากการตรวจสอบพบว่าองค์เจนีวายุโรป (Europe Geneva Corporation) และธนาคาร Richmon นั้น ไม่มีอยู่จริง แต่เป็นการหลอกลวงครั้งใหญ่ระดับชาติ

รวมแล้วมีเหยื่อผู้หลงเชื่อร่วมลงทุนกว่า 4,000 คน และมียอดเงินลงทุนสูงถึง 114 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 4,000 ล้านบาท ทั้งนี้หลังการจับกุม เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนและหัวหน้าแผนกประสานงานอาชญากรรมประจำประเทศไทย กองบัญชาการตำรวจสืบสวนอาชญากรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติไต้หวัน ร่วมสอบสวนขยายผลเพิ่มเติมเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ได้มา รวมถึงขั้นตอนการส่งตัวกลับสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) และนำตัวส่ง กก.3 บก.สส.สตม. เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

นอกจากนี้ ในห้วงระหว่างวันที่ 7-21 มิ.ย.66 76 ผบช.สตม. และ พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม. สั่งการให้ทุกหน่วยในสังกัด สตม. ระดมกวาดล้างคนต่างด้าว ที่กระทำผิดกฎหมายโดยเน้นจับกุมคนต่างด้าวที่อยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด (Overstay) โดยทุกหน่วยใน สตม. ดำเนินการตรวจสอบบุคคลต่างด้าวที่มาขออยู่ต่อในราชอาณาจักรจำนวนทั้งสิ้น 10,701 ราย พบว่าเป็นบุคคลต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด (Overstay) จำนวน 861 ราย จึงจับกุมส่งพนักงานสอบสวนดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

รวมทั้งยังได้จับกุมบุคคลต่างด้าวที่หลบหนีเข้ามา และอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตได้อีกจำนวน 764 ราย และจับกุมในข้อหาช่วยเหลือซ่อนเร้นบุคคลต่างด้าวฯ จำนวน 15 ราย

สตม.ขอเรียนให้ท่านทราบว่า สตม. มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิดในด้านต่างๆ รวมทั้งดำเนินการตรวจสอบชาวไทยและชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศชาติ

รวมถึงการเฝ้าระวังบุคคลทั้งสัญชาติไทยและสัญชาติอื่นๆ ที่มีหมายจับ และการเดินทางเข้า-ออกประเทศไทย หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแส การกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง อาคารเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร พระชนมพรรษา 60 พรรษา เลขที่ 904 หมู่ที่ 6 ตำบลบ้านใหม่ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี 11120 หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 1178 หรือที่ www.immigration.go.th จักขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน