หลังประสบความสำเร็จจากการผนึกกำลัง มติชนXเดลินิวส์ ทำโพลก่อนการเลือกตั้ง ครั้งนี้ มติชนXเดลินิวส์ กำลังจะทำโพลครั้งสำคัญ สะท้อนความต้องการของประชาชน ห้ามพลาด!! เตรียมตัวโหวต “โพล มติชนXเดลินิวส์ : รัฐบาลเศรษฐาควรแก้ปัญหาอะไร?”
เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 13 ก.ย. ที่อาคารเดลินิวส์ คุณปานบัว บุนปาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วย คุณปราปต์ บุนปาน รองกรรมการผู้จัดการสายเทคโนโลยีและดิจิทัลมีเดีย บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) , คุณประพิณ รุจิรวงศ์ กรรมการบริหารหนังสือพิมพ์เดลินิวส์และเดลินิวส์ออนไลน์ , คุณปารเมศ เหตระกูล กรรมการบริหารหนังสือพิมพ์เดลินิวส์และเดลินิวส์ออนไลน์ และ ผศ.อัครพงษ์ ค่ำคูณ อดีตคณบดี วิทยาลัยนานาชาติปรีดีพนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ แถลงข่าว ความร่วมมือครั้งสำคัญ โพล มติชน x เดลินิวส์ : รัฐบาลเศรษฐาควรแก้ปัญหาอะไร? นับเป็นครั้งที่ 2 หลังจากที่ มติชน และเดลินิวส์ ร่วมทำโพลเลือกตั้ง 66 ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม
คุณประพิณ กล่าวว่า จากที เดลินิวส์และมติชน ได้ผนึกกำลังสร้างปรากฏการณ์ ทำโพล เดลินิวส์ X มติชน โพลเลือกตั้ง 66 และมีผู้ร่วมโหวต ถึง 1.7 แสนราย สะท้อนความต้องการประชาชนอย่างแม่นยำ ขณะนี้ รัฐบาลเศรษฐาเดินหน้าทำงานแล้ว จึงได้เวลาสะท้อนเสียงประชาชน ว่าอะไรคือความคาดหวังที่แท้จริง ประชาชนอยากเห็นอะไร และฝ่ายค้าน ควรจะติดตามหรือตรวจสอบอะไรได้อย่างตรงจุด ดังนั้น เสียงของประชาชนที่กำลังจะเกิดขึ้นจากโพล “รัฐบาลเศรษฐาควรแก้ปัญหาอะไร” ครั้งนี้ เดลินิวส์ และ มติชน จะเป็นตัวแทนของประชาชนอย่างมีน้ำหนัก ดังเช่นเคยแสดงให้ปรากฏในการทำโพลเลือกตั้งมาแล้ว และจะเป็นเสียงที่ ทั้งรัฐบาล และฝ่ายค้าน สามารถรับฟังเพื่อเป็นประโยชน์ในการทำหน้าที่ตามที่ประชาชนคาดหวัง
คุณปารเมศ กล่าวว่า เมื่อประเทศไทยมีรัฐบาลใหม่ เราจะได้เริ่มเดินหน้าอีกครั้ง ท่ามกลางปัญหาและความท้าทายต่างๆ ที่รออยู่ ดังนั้น เดลินิวส์และมติชน จะขอเป็นอาสา เดินหน้าถามประชาชนว่า อะไร คือ ปัญหาที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข เพื่อให้รัฐบาลรับทราบจัดการนโยบายให้ตรงจุด ประเทศจะไปต่อได้ เมื่อมีการสะท้อนความเห็น ในที่สาธารณะ สื่อทั้ง 2 จึงอยากเป็นกระบอกเสียงให้กับประชาชน
ดังนั้น โพล มติชน และ เดลินิวส์ “รัฐบาลเศรษฐาควรแก้ปัญหาอะไร” จะเป็นการรับฟังเสียงเรียกร้องประชาชน ที่เป็นเสียงธรรมชาติ เปิดกว้างในการรับฟังความคิดเห็น ซึ่งเป็นความหมายที่แท้จริงของสาธารณะ โดยเดลินิวส์เป็นสื่อมา 60 ปี ได้เห็นปัญหาของประชาชนมากมาย จึงพร้อมที่จะ ผนึกมติชน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งการเดินหน้าของไทย
ผศ.อัครพงษ์ กล่าวว่า ในแง่วิชาการ โพลครั้งก่อนเป็นโพลประวัติศาสตร์ เหมือนเป็นการพนันขันต่อ ซึ่งประชาชนลุ้นว่าจะเป็นไปตามโพลของมติชนและเดลินิวส์หรือไม่ แต่ครั้งนี้มีความแตกต่างกันไป นอกจากเดลินิวส์และมติชน จะเป็นกระบอกเสียงให้กับประชาชนแล้ว ยังเป็นกระจกสะท้อนปัญหาของประชาชนอีกด้วย
“การทำสำรวจ แม้เราไม่ใช่โพลสถิติทางวิชาการ แต่เราเป็นเสียงสะท้อนจากประชาชน ซึ่งคำตอบเป็นสิ่งที่ทุกคนอินไปด้วยกัน ปัจจุบันคนสนใจการเมืองมาก ไม่เหมือนแต่ก่อนแล้ว ซึ่งการทำโพลของมติชนและเดลินิวส์ก่อนหน้านี้ ทำเอาวงการโพลปั่นป่วน โดยการทำโพลครั้งนี้ จะเป็นการสำรวจ สะท้อน และ ฉายหรือนำเสนอมันออกมา”
ผศ.อัครพงษ์ กล่าวว่า สังคมเราไม่ต้องการแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ แต่เราต้องการแสงสว่างตอนนี้ ดังนั้น โพลที่จะเกิดขึ้น คือปรากฏการณ์อย่างหนึ่ง สื่อไม่เพียงแค่รายงานผลเท่านั้น แต่ยังเป็นกระบอกเสียงสะท้อน เป็นเสียงที่ทำให้รัฐบาลทำงานอย่างมีความหมาย ตอนนี้ต้องพักรบชั่วคราวก่อน สังคมที่เจริญแล้วต้องรวมกันทุกภาคส่วน ซึ่งสื่อเป็นคนสำคัญที่จะฉายภาพนี้
คุณปราปต์ กล่าวว่า จากประสบการณ์ที่เราได้ทำโพลครั้งแรก จุดเด่นของโพล คือ ระบบหลังบ้าน ที่จะช่วยให้เก็บข้อมูลเชิงลึกของผู้ที่มาทำโพล มันทำให้เราเห็นภูมิประชากรของประชาชน ครั้งนี้จะทำให้เห็นความสลับซับซ้อนและละเอียดของปัญหามากขึ้น ก่อนเลือกตั้งเป็นการสำรวจความนิยม ลักษณะจะคล้ายกับประชามติ คือให้ประชาชนตัดสินเรื่องใหญ่ๆ ด้วยคำถามที่เรียบง่าย โดยคำตอบ ประชาชนตอบได้คำตอบเดียว แต่ครั้งนี้เป็นโพลเชิงนโยบาย โน้มเอียงว่าเป็นประชาพิจารณ์มากกกว่าประชามติ คือ ผู้ที่ทำโพลและผู้ที่ตอบโพล จะต้องพิจารณาคำตอบและปัญหาด้วย ดังนั้น คำตอบจะหลากหลายตามโครงสร้างประชากร
“โพลจะวิเคราะห์โดยนักวิชาการทางเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์ ซึ่งการแถลงข่าวแต่ละครั้งของเรา มักจะมีช่วงเวลาที่น่าจดจำ อย่างการแถลงข่าวครั้งแรกก็ตรงกับการยุบสภาพอดี และการแถลงข่าววันนี้ ก็ตรงกับประชุมครม.นัดแรก และจบการแถลงนโยบาย ซึ่งเห็นสิ่งที่เปลี่ยนไป คือ เห็นความตั้งใจของรัฐบาลชุดใหม่ มีความกระตือรือล้นและความปรารถนาของนายกใหม่ ที่อยากให้ประเทศเดินหน้าไปได้”คุณปราบต์ กล่าว
คุณปราบต์ กล่าวว่า ส่วนสิ่งที่อยากเห็นเรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น และความต้องการที่จะเปลี่ยนการเมือง ขณะเดียวกัน การประชุมสภามีฝ่ายค้านหน้าใหม่จำนวนมาก ที่พูดปัญหาในพื้นที่อย่างน่าสนใจ เช่น น้ำ ฝุ่น การท่องเที่ยว บทสรุปคือ เชื่อว่าโพลครั้งนี้จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยฉายภาพ ประชาชนนอกสภา ว่ามีทัศนะอย่างไรต่อรัฐบาลชุดนี้
คุณปานบัว กล่าวว่า สาระสำคัญของแคมเปญ มี 3 คีย์เวิร์ด คือ 1.รัฐบาล 2.ปัญหา และ 3.ประชาชน ทั้งสามสิ่งสะท้อนกันไปมา รัฐบาลต้องฟังเสียงประชาชนถึงจะแก้ไขปัญหาได้ และประชาชนต้องสะท้อนปัญหาอย่างถูกจุด โดยหน้าที่การสะท้อนปัญหาครั้งนี้ มติชน และเดลินิวส์จะร่วมกัน สร้างพื้นที่ในการสะท้อนความเห็นกลับไปสู่ผู้นำและรัฐบาลใหม่
คุณปานบัว กล่าวว่า สำหรับการทำโพล ยังมีอีก 2 สำนักสำคัญ คือ สำนักทางเศรษฐศาสตร์ และสำนักทางรัฐศาสตร์ ที่จะเข้ามาร่วมวิเคราะห์ด้วยกัน ส่วนระยะเวลาในการทำโพล คือ ตั้งแต่วันที่ 1-31 ต.ค. เป็นเวลา 1 เดือนเต็ม ที่จะมีการเสนอประเด็นดังกล่าว เพื่อทำให้ประชาชนมีความตื่นตัวและความตระหนักทางการเมืองเกิดขึ้นอีกครั้ง และจะมีการสรุปโพลอีกครั้งทุกช่องทาง ทั้งหนังสือพิมพ์ และสื่อออนไลน์ ปิดท้ายด้วยเวทีสาธารณะใหญ่ เพื่อเป็นกระดานสะท้อนความเห็น นำปัญหาที่อยู่ในโพลมาขยาย และหาแนวทางแก้ปัญหาต่อไป
“ปัจจุบันรัฐบาลเข้มแข็ง ฝ่ายค้านเข้มแข็ง สิ่งที่ต้องการคือ ภาคประชาชนที่เข้มแข็ง สื่ออยู่กับประชาชน เพื่อให้ประชาชนมีบทบาทตื่นตัวเสมอ ก่อนเลือกตั้งเราเห็นความตื่นตัวของประชาชนสูงมาก แต่เมื่อตั้งรัฐบาลจบแล้วความตื่นตัวลดวูบ เราจึงต้องหล่อเลี้ยงให้การตื่นตัวทางการเมืองสูงอยู่เสมอ เพราะเป็นวิถีของประชาธิปไตย หน้าที่ของสื่อ คือ ทำตัวเป็นกระดานสะท้อนต่อไป “คุณปานบัว กล่าว
คุณปานบัว กล่าวว่า หลายคนคิดว่า สิทธิและเสียงของเราจบลงเมื่อเลือกตั้งจบ แต่สิทธิของเรายังอยู่เท่าเดิม และดังสะท้อนได้ไม่น้อยกว่าเดิม หากเราสะท้อนความคิดเห็นไปยังรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลที่ดี คือ รัฐบาลที่ฟังเสียงประชาชนและแก้ปัญหาให้ถูกจุด รัฐบาลจึงจำเป็นต้องฟังเสียงประชาชนอย่างสม่ำเสมอ และรับฟังตลอดเวลาที่ทำงาน เพราะรัฐบาลอยู่ได้ด้วยประชาชน และนำปัญหาของประชาชนไปแก้ไข ถือเป็นความคาดหวังของประชาชน โดย มติชนXเดลินิวส์ ครั้งนี้ คาดหวังว่าแคมเปญ จะนำไปสู่การตื่นตัวทางการเมืองอีกครั้ง และนำไปสู่ประโยชน์สูงสุด ถือเป็นประโยชน์ของประชาชน และรัฐบาล ที่จะรับฟังและนำไปสู่การแก้ไขปัญหา


