วันที่ 23 ต.ค.ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายจักรพงษ์ แสงมณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมศูนย์สถานการณ์ฉุกเฉินจากสถานการณ์ความไม่สงบในอิสราเอลและกาซาว่า นายกรัฐมนตรีอยากให้คนไทยที่เปลี่ยนใจไม่กลับไทยให้กลับประเทศ เพื่อความปลอดภัย

ซึ่งในขณะนี้ ไทยสามารถเพิ่มเที่ยวบินได้ทันที แต่หากถึงขั้นที่ว่า มีการสู้รบภาคพื้นดินเกิดขึ้นแล้ว และหากท่าอากาศยานปิดขึ้นมา ทำให้เกิดความลำบาก นายกรัฐมนตรีจึงได้เป็นห่วงอย่างมากว่า อยากให้รีบที่จะทยอยอพยพคนออกมาก่อน

เมื่อถามว่า จำนวนเที่ยวบินที่นายกฯบอกว่าอยากให้คนไทยในอิสราเอลราว 30,000 กลับมานั้นเพียงพอหรือไม่ นายจักรพงษ์กล่าวว่า ตัวเลขแรงงานไทยจำนวน 30,000 คนในอิสราเอล ขณะนี้กลับมาได้แล้วราว 3,000 คน ซึ่งขณะนี้เพิ่มเครื่องบินเข้ามาได้สามารถขนคนไทยกลับได้ที่ 1,000 คนต่อวัน ซึ่งสามารถกลับมาได้อย่างเร็วแน่นอน

สำหรับกรอบเวลา คืออยากให้เร็วที่สุด เนื่องจาก เราไม่แน่ใจว่าสถานการณ์จะเลวร้ายลงวันไหน นายกฯจึง ได้พยายามขอว่าให้แรงงานไทยกลับมาเถอะ หากมีการยืนยันว่าจะกลับ เราพร้อมทุกอย่าง ตอนนี้ตนติดต่อสายการบิน ไม่ใช่แค่ 4 สายการบินของไทยที่ดูแลอยู่ ซึ่งรวมถึงการบินไทย นกแอร์ แอร์เอเชีย และไลออนแอร์เท่านั้น จริงๆมีทั้งสไปซ์เจ็ต แอลแอล (สายการบินแห่งชาติอิสราเอล) และอีก 2-3 สายการบิน นอกจากนี้ยังมีสายการบินอื่นๆจากทั่วโลกอีก ก็แสดงความช่วยเหลือมาด้วย ว่า ถ้าเกิดไทยจะอพยพเร่งด่วน ก็สามารถทำได้เลย

เมื่อสอบถามถึงแผนสำรองในกรณีน่านฟ้าปิด เมื่อสถานการณ์สู้รบรุนแรงขึ้น นายจักรพงษ์ กล่าวว่า “มีแผนสำรองในเรื่องการบินผ่านประเทศรอบๆ แต่ต้องเรียนเลยว่า ไม่ง่าย เราจึงได้พยายามขอว่าให้กลับมาตอนนี้ก่อน ตอนที่น่านฟ้ายังเปิดอยู่ เพราะเมื่อมีการบุกโจมตีกาซาทางภาคพื้นดิน และต้องอพยพทางถนนขึ้นมาจริงๆ ผมขอเรียนตามตรงว่า ใช้เวลาเดินทางหลายชั่วโมง เนื่องจากเมื่อมีการสู้รบ เราไม่สามารถจำกัดได้ว่า ถนนเส้นไหนจะเปิดหรือจะปิด หรือถนนเส้นไหนที่จะเกิดการปะทะกัน

ดังนั้นขณะนี้ ยังเป็นโอกาสที่ดีอยู่ ขอความกรุณาพี่น้องทุกท่านที่มีญาติอยู่ที่อิสราเอล ขอให้เขากลับมา เมื่อลงชื่อแสดงความประสงค์กลับไทย ก็ขอให้กลับมาเลย รัฐบาลดูแลทุกอย่างอยู่แล้ว” นายจักรพงษ์กล่าวและว่า ส่วนหากแรงงานห่วงว่า ในอนาคต จะไม่ได้กลับไปทำงานอีก อิสราเอลก็ยืนยันว่า ทางอิสราเอลจะต่อวีซ่าให้แรงงานทั้งหมดที่มีอยู่ เมื่อสงครามสงบเมื่อไร อิสราเอลยินดีที่จะรับแรงงานไทยกลับไปทุกคน

เมื่อถามถึงความท้าทายในการคุยกับทูตอิสราเอล สืบเนื่องจากในอดีตทางการอิสราเอลสั่งนายจ้างไม่ได้ เกี่ยวกับประเด็นแรงงานที่เปลี่ยนใจไม่กลับไทยในขณะนี้ ซึ่งนายจ้างเพิ่มเงินค่าจ้างเพื่อจูงใจหรือยื้อจ่ายเงินค่าจ้างให้แรงงานอยู่ต่อ นายจักรพงษ์ กล่าวว่า “ได้พยายามเจรจา อย่างที่เรียนว่า แรงงานไทยเป็นคนตัดสินใจคนสุดท้าย ถ้าเกิดเรา ญาติและทุกคนเป็นห่วง ทำให้เขารู้สึกว่า เขาต้องรีบกลับมา เขาน่าจะกลับมาได้”

เมื่อถามว่า การเคลื่อนไหวสนับสนุนฮามาสในประเทศต่างๆจะมีผลกระทบต่อประเทศไทยด้วยหรือไม่ นายจักรพงษ์กล่าวว่า ต้องมองหลายส่วน และขออนุญาตว่าต้องเป็นท่าทีของประเทศ คงต้องสงวนไว้นิดนึง

เมื่อสอบถามความคืบหน้าการพิสูจน์อัตลักษณ์ศพคนไทย สำหรับร่างที่ยังเหลืออยู่ นายจักรพงษ์กล่าวว่า เรายังไม่แน่ชัดว่าเป็นใคร ต้องมีการเริ่มเก็บดีเอ็นเอหรือสารพันธุกรรมเพื่อส่งไปที่อิสราเอล เมื่อสอบถามว่าแนวโน้มจะส่งศพแรงงานกลับไทยอีกในระยะอันเวลาอันใกล้นี้หรือไม่ นายจักรพงษ์ตอบว่า ได้ประสานอยู่ตลอด ถ้าเกิดทางอิสราเอลสรุปได้แน่ชัด ทางการอิสราเอลจะส่งกลับมาเอง เพราะมีเครื่องบินจากไทยไปทุกวันอยู่แล้ว เราสามารถส่งศพมาพร้อมกับเครื่องบินที่ส่งไปได้อยู่แล้ว

ความยากในการพิสูจน์อัตลักษณ์กับการนำส่งศพไปดูเอง ตรงนี้ส่วนไหนยากกว่ากัน นายจักรพงษ์กล่าวว่า มีการนำเทคโลยีมาช่วยยืนยันตัวตนของแรงงาน และว่าตนได้คุยกับสถาบันนิติเวชที่ไทย ซึ่งได้ยอมรับในหลักการว่า การพิสูจน์อัตลักษณ์ของอิสราเอลกระทำการถูกต้องทั้งหมด เกี่ยวกับร่างแรงงานไทย 8 ศพที่ถูกส่งกลับไทยมาก่อนหน้านี้ อาทิ การใช้วิธีการในการยืนยันตัวตน ซึ่งถือเป็นมาตรฐานในงานพิสูจน์อัตลักษณ์ศพ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน