ลุงพล ป้าแต๋น ลุ้น คำสั่งศาล เชื่อ สู้จนถึง 3 ศาลแน่! ลั่น ยังคิดถึงชมพู่เหมือนเดิม ยอมรับว่า ผมรู้สึกว่าเป็นแพะรับบาปในคดีนี้
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 30 ต.ค. 66 ที่ “วังปู่ปาริจิต” อ.วานรนิวาส จ.สกลนคร ซึ่งเป็นที่อยู่ใหม่ของ นายไชย์พล วิภา ลุงพล ลุงน้องชมพู่ และ นางสมพร หลาบโพธิ์ ป้าแต๋น ป้าของน้องชมพู่ ให้สัมภาษณ์กับ ‘ข่าวสดออนไลน์’ หลังจากที่ 31 ต.ค. นี้ ศาลจังหวัดมุกดาหารมีนัดอ่านคำพิพากษาคดี “น้องชมพู่” เด็กอายุ 3 ขวบ หายไปจากบ้านกกกอก จ.มุกดาหาร จนสุดท้ายพบเป็นศพอยู่บนยอดภูเหล็กไฟ
นายไชย์พล กล่าวว่า ตนยังคงตอบเหมือนเดิมคือรอวันที่ 31 ตุลาคม ในการที่จะเข้าไปฟังคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ซึ่งยอมรับว่า ตอนแรกที่ตกเป็นผู้ต้องหา ตนก็กังวลใจเพราะยังไม่ได้เข้าสู่กระบวนการในการพิจารณาคดี แต่เมื่อได้เข้าสืบพยานทุกปากเสร็จสิ้นก็สบายใจ เพราะอยากพิสูจน์ตัวเองผ่านกระบวนการยุติธรรม
โดย 3 ปีที่ผ่านมาชีวิตของตนเปลี่ยนไปมาก จากชาวบ้านธรรมดาเป็นเซเลปที่มีคนติดตามชีวิตตนเองและป้าแต๋นตลอดเวลา เพื่อให้คนเห็นว่าชีวิตลุงกับป้าเป็นอย่างที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังใช้ชีวิตเหมือนเดิม โดยยอมรับว่า มีบางช่วงที่คิดถึงน้องชมพู่ เพราะก็เคยดูแลมาตลอด ถึงแม้จะจากไปแล้วก็ยังเป็นลูกหลาน เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของตระกูล
“ที่ผ่านมา ยอมรับว่า ผมรู้สึกว่าเป็นแพะรับบาปในคดีนี้ แต่กระบวนการยุติธรรมจะเป็นตัวพิสูจน์ว่าตัวเองผิดจริงหรือไม่ ซึ่งผมมั่นใจล้านเปอร์เซ็นต์ว่าวันที่น้องชมพู่หายตัวไป ผมไม่ได้อยู่ที่หมู่บ้าน ที่ผ่านมาเราใช้เงินในการต่อสู้คดีนี้จำนวนมาก (7 หลัก) ซึ่งหากคำสั่งศาลออกมาเป็นแบบใด เราทั้งสองก็จะสู้ให้ถึงที่สุด และเชื่อว่าไม่ว่าจะออกในแนวทางไหน คดีนี้น่าจะต้องสู้ในถึง 3 ศาล โดยหากพิสูจน์ว่าผมและป้าแต๋นไม่ผิด ก็จะปรึกษาทีมทนายว่าจะดำเนินการอย่างไร และจะเรียกร้องให้กับสิ่งที่สูญเสียไปไหม ก็ต้องดูอีกที แต่ตามหลักมนุษยชนแล้วก็ควรทำ” ลุงพล กล่าว
ส่วนที่ตนต้องย้ายออกมาจาก บ้านกกกอก เพราะว่า ถูกสั่งให้รื้อพญานาคที่ตอนแรกสร้างในหมู่บ้านกกกอก จ.มุกดาหาร เพราะรุกที่ป่า จึงย้ายมาตั้งที่นี่ซึ่งเป็นบ้านเกิดของตนแทน และย้ายมาพักอาศัยที่นี่ด้วย โดยยังกลับไปบ้านกกกอก ราวเดือนละ 1 ครั้ง
ขณะที่ นางสมพร กล่าวว่า สำหรับเรื่องที่ทนายของตน ให้สัมภาษณ์ว่า พูดว่าน้องชมพู่อาจเดินตามสุนัข และขึ้นไปเสียชีวิตเอง บอกว่า ให้ยึดตามที่ทนายพูดเพราะตรงกับแนวทางต่อสู้ของตนเองตลอดมา เชื่อว่ามีโอกาสเป็นไปได้ โดยส่วนตัวรู้สึกโล่งตั้งแต่วันที่สืบพยานได้ขึ้นศาลแล้วได้พูดทุกอย่างออกไป เพราะมั่นใจว่าตนเองและสามีบริสุทธิ์
นางสมพร กล่าวว่า หลังจากตกเป็นจำเลย ไม่ได้พูดคุยกับฝั่งแม่ของน้องชมพู่เลย จากที่เคยพูดคุยกันได้ โดยที่ผ่านมา ไม่ใช่แค่ลุงกับป้าที่ได้รับผลกระทบ แต่ลูกชาย 2 คน ก็ถูกเพื่อนที่โรงเรียนถาม ซึ่งตอนแรก ๆ เด็กไม่เข้าใจ แต่เมื่อรู้ว่าพ่อแม่เป็นอย่างไร เรื่องนี้ก็ไม่กระทบกับพวกเขา ตรงกันข้าม เด็กๆ ออกตัวปกป้องด้วยซ้ำ
ส่วนความสัมพันธ์กับครอบครัวที่ต้องแตกหักหลังเกิดคดี นางสมพร มองว่า ที่จริงแล้วหากครอบครัวหนักแน่น โดยเฉพาะคนที่เป็นหัวหน้าครอบครัว ฟังเหตุผลทั้งสองฝ่ายถึงความเป็นไปได้ การแตกหักก็จะไม่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม ตอนนี้มีแต่ผู้ใหญ่ที่ไม่คุยกัน แต่เด็ก ๆ ยังคุยกันอยู่ ซึ่งตนเองก็ไม่ได้ห้าม เพราะว่าพวกเขาโตมาด้วยกัน
“3 ปีที่ผ่านมา ไม่มีอะไรดีสำหรับเรา ซึ่งต้องขอบคุณกำลังใจของคนที่มองในมุมต่างออกมา โดยเมื่อถามย้ำว่า บางคนอาจมองว่า 3 ปีที่ผ่านมาชีวิตลุงกับป้าสบาย มีเงินทองมากขึ้น ความจริงแล้ว ถ้ามีเงินแล้วไม่มีคดี มันก็จะดี” นางสมพร กล่าว
ขณะที่ นายไชย์พล กล่าวเสริมว่า เวลาที่ตนเองไปเดินตลาดมันจะมีกลุ่มคนมองตนเองและป้าแต๋นเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือให้กำลังใจ ขณะที่อีกส่วนมองอีกแบบ เหมือนมีคนสองกลุ่มที่ขัดแย้งกันอยู่ซึ่งเราไม่อยากให้เกิดภาพแบบนั้นในชีวิตของเรา เวลาไปไหนมักเป็นเป้าสายตาเสมอ ซึ่งเป็นเรื่องที่ตนเองและป้าแต๋นไม่อยากเจอ
อย่างไรก็ตาม ในการพิจารณาคดีวันพรุ่งนี้ มีรายงานว่า มีกระแสข่าวว่า ศาลมุกดาหารอาจจะเลื่อนการตัดสินคดีลุงพลออกไปก่อน แต่ต้องรอความชัดเจนในวันที่ 31 ต.ค. อีกครั้ง ซึ่งลุงพลและป้าแต๋นยืนยันว่า หากมีการเลื่อนออกไปจริงก็ยังคงไปศาลเหมือนเดิม
