คดีจบ ศาลฎีกาพิพากษาเเก้ให้ ‘เซปิง’ กับพวกชดใช้ ‘คำปัน’ ผู้เสียหาย โครงการ เฟซออฟ เพิ่มจากชั้นอุทธรณ์เป็น 2.7 เเสน ชี้ชัดการกระทำโฆษณาเกินจริง
เมื่อวันที่ 31 ต.ค.66 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 24 ต.ค.ที่ผ่านมา ศาลแพ่งอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาคดีหมายเลขดำ ผบ.1611/2562 ที่ นางคำปัน บราวน์ อายุ 57 ปี เป็นโจทก์ ฟ้อง น.ส.เซปิง ไชยศาส์น หรือ ดร.เซปิง ประธานโครงการศัลยกรรมความงามเฟซออฟ นายบทมากร วัฒนะนนท์ (เจ้าของบัญชีโอนเงิน), บริษัท เอ็ม เอส เซอร์เจอรี่ เซ็นเตอร์ (รพ.) และ น.ส.จันทร์จิรา แบ่งหน้อย (เเพทย์ที่ทำการผ่าตัด)
ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-4 ในความผิดเรื่องละเมิดเรียกค่าเสียหายทุนทรัพย์ 9,978,000 บาท ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 และพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2559
กรณีที่ลงโฆษณาเกินจริง เรื่องการผ่าตัดศัลยกรรมไร้รอยแผลทำให้โจทก์เกิดมีบาดแผลที่ใต้คาง
โดยคดีนี้ ศาลแพ่งมีคำพิพากษาให้ น.ส.เซปิง จำเลยที่ 1 ชดใช้เงินจำนวน 50,000 บาทแก่โจทก์ กรณีที่ลงโฆษณาเกินจริง เรื่องการผ่าตัดศัลยกรรมไร้รอยแผล และให้จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4 ที่กระทำการประมาทเลินเล่อ ทำให้โจทก์เกิดมีบาดแผลที่ใต้คาง ร่วมกันชดใช้เงินจำนวน 50,000 บาท และให้ชดใช้อีกจำนวน 20,000 บาท เป็นค่ารักษาพยาบาล รวม 120,000 บาทและให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2
ต่อมาโจทก์และจำเลยที่ 3 และที่ 4 ยื่นอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิเคราะห์แล้วพิพากษา แก้เป็นว่า ให้ น.ส.เซปิง จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 19 เมษายน 2562) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
นัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกามี ทนายโจทก์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ จำเลยที่1-2 เดินทางมาศาล จำเลยที่3-4 ทราบนัดโดยชอบเเล้วไม่มาศาล
ศาลฎีกาเห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 โฆษณาเกินความจริงว่าผ่าตัดไร้รอยแผล ย่อมทำให้โจทก์คาดหวังว่าหลังได้รับการผ่าตัดจะไม่มีแผลเป็นอยู่บนใบหน้าโจทก์ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่ามีแผลเป็นบริเวณใบหน้าโจทก์ ไม่เป็นไปตามคำโฆษณา ย่อมเกิดผลกระทบกระเทือนต่อสภาพจิตใจโจทก์ ถือว่าโจทก์ได้รับความทุกข์ทรมานทางจิตใจ
ซึ่งเป็นความเสียหายอย่างอื่นอันมีใช่ตัวเงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 446 แม้โจทก์ไม่อาจนำสืบให้เห็นได้ว่าความเสียหายดังกล่าวคำนวณเป็นราคาเงินเท่าใด ศาลก็มีอำนาจกำหนดให้ได้ตามที่เห็นสมควร โดยเห็นว่าการที่โจทก์ยอมเสียเงินเป็นค่าใช้จ่ายให้จำเลยที่ 1 เป็นจำนวนมากถึง 478,500 บาท
เพื่อทำศัลยกรรมดึงหน้าและดึงคอตามคำโฆษณาของจำเลยที่ 1 แสดงว่าโจทก์ให้ความสำคัญกับการไม่มีแผลเป็นบริเวณใบหน้าเป็นพิเศษ เมื่อมีแผลเป็นเกิดขึ้นย่อมกระทบกระเทือน ต่อสภาพจิตใจโจทก์เป็นอย่างมากและเป็นเวลานาน อย่างไรก็ตาม ได้พิจารณาแผลเป็นบริเวณใบหน้าโจทก์ตามภาพถ่าย คงเหลือแผลเป็นอยู่ที่ขมับ หลังใบหู และท้ายทอย
แม้ไม่เป็นไปตามคำโฆษณาของจำเลยที่ 1 ที่รับรองว่าไม่มีแผลเป็น แต่แผลเป็นดังกล่าวก็จางลงมากสอดคล้องกับพยานเชี่ยวชาญเบิกความ เมื่อระยะเวลาผ่านไปจะเห็นแผลเป็นไม่ชัด ประกอบกับบริเวณดังกล่าวมีเส้นผมบังอยู่ หากไม่ได้ตั้งใจมองในระยะใกล้ก็ไม่น่าจะเห็นแผลเป็นได้ ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้โจทก์ 200,000 บาท นับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งการละเมิดของจำเลยที่ 1 แล้ว
ที่จำเลยที่ 1ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่แก้ไขใหม่นั้น เห็นว่าก่อนศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ได้มีการตรา พรก.แก้ไขเพิ่มเติมประมวล
กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ฯเป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5ต่อปีหรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่อาจปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้โดยตราเป็น พรก. บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2ต่อปีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ
ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขอัตราดอกเบี้ยเสียใหมให้ถูกต้อง ที่โจทก์ฎีกาขอให้กำหนดค่าเสียหายเชิงลงโทษ นั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 โฆษณาว่าเป็นการ ผ่าตัดไร้รอยแผล แม้จะเป็นการโฆษณาเกินความจริง แต่แผลเป็นหลังผ่าตัดที่ยังคงเหลือ อยู่ที่ขมับ หลังใบหู และท้ายทอยของโจทก์เป็นแผลเป็นที่เกิดขึ้นตามปกติของการผ่าตัด อีกทั้งตามวิดีโอคลิปปรากฏว่าผลการผ่าตัดทำให้ใบหน้าโจทก์เปลี่ยนแปลงดีขึ้น กว่าเดิม
ส่วนที่จำเลยที่ 4 ไม่ได้ตรวจความเรียบร้อยของแผลให้โจทก์ในช่วงที่มีการนัดตัดไหม ทำให้แผลที่เกิดขึ้นใต้คางของโจทก็ไม่ได้รับการรักษาทันท่วงทีและโจทก์ขาดโอกาสที่จะได้รับคำแนะนำการดูแลแผลที่ถูกต้องก็มีผลเพียงทำให้แผลหายช้ากว่าปกติ กรณียังไม่อาจรับฟังได้ว่า การกระทำที่ถูกฟ้องร้องในคดีนี้เกิดจากการที่ผู้ประกอบธุรกิจกระทำโดยเจตนาเอาเปรียบ
ผู้บริโภคโดยไม่เป็นธรรม หรือจงใจให้ผู้บริโภคได้รับความเสียหาย หรือประมาทเลินเล่อ อย่างร้ายแรงไม่นำพาต่อความเสียหายที่จะเกิดแก่ผู้บริโภค หรือกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนต่อความรับผิดชอบในฐานะผู้มีอาชีพหรือธุรกิจอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน
จึงไม่อาจสั่งให้จำเลยที่ 1, 3 เเละ 4 จ่ายค่าเสียหายเพื่อการลงโทษตาม พรบ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค มาตรา 42 วรรคหนึ่ง ได้ ที่โจทก์ฎีกาว่าจำเลยที่1,3 มีผลประโยชน์ร่วมกัน จำเลยที่ 3 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1ในการโฆษณาเท็จนั้น เห็นว่า ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ในตอนต้นแล้วว่าพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1,3 ถือได้ว่าดำเนินการโครงการเฟซออฟร่วมกัน
การที่จำเลยที่ 3 รู้อยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1โฆษณาโครงการเฟซออฟด้วยข้อความเกินความจริง แต่โรงพยาบาล ของจำเลยที่ 3 ยังรับทำศัลยกรรมให้ผู้เข้าร่วมโครงการดังกล่าวมาตลอด ย่อมรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 3ร่วมรู้เห็นยินยอมให้จำเลยที่ 1โฆษณาโครงการเกินความจริง จึงต้องร่วมรับผิดในการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ด้วย
ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 กับ 2 มีการแบ่งปันผลประโยชน์กัน เห็นว่า โจทก็ไม่ได้อ้างส่งสำเนาสัญญาแบ่งผลประโยชน์แนบท้ายฎีกาของโจทก์เป็นพยานหลักฐานให้ถูกต้องตามขั้นตอนกระบวนพิจารณา นอกจากนี้ยังปรากฏจากสำเนาคำพิพากษาคดีแพ่ง ของศาลจังหวัดพิษณุโลกแนบท้ายฎีกาของโจทก์เองว่าจำเลยที่ 2 เบิกความในคดีอื่นว่าจำเลยที่ 2เป็นเพียงลูกจ้างของจำเลยที่ 1
ได้รับเงินดือน เดือนละ 40,000 บาท ไม่มีส่วนในการลงทุนในโครงการเฟซออฟ ขัดกับข้อความในสัญญาแบ่งผลประโยชน์ จึงไม่อาจนำสำเนาสัญญาแบ่งผลประโยชน์ดังกล่าวมารับฟังได้ เมื่อได้วินิจฉัยในตอนต้นว่าพยานหลักฐานโจทก์นำสืบยังไม่เพียงพอ ให้รับฟังว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนร่วมรู้เห็นกับการโฆษณาเกินความจริงของจำเลยที่ 1 ดังนั้น
จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดในการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่4เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 3 และเกี่ยวข้องเพียงเป็นแพทย์ผู้ผ่าตัดโจทก์ ไม่ปรากฏว่า มีผลประโยชน์ร่วมกับจำเลยที่ 1หรือร่วมรู้เห็นกับการโฆษณาเกินความจริงของจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดในการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1, 3 ร่วมกันชำระเงิน 270,000บาท พร้อมดอกเบี้ย ให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดชำระเงินดังกล่าว 70,000บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

