ดีเอสไอ ยืนยันกระบวนการรับโอนคดีผู้บริหาร บริษัท โกลบอลกรีนฯ (GGC) ทุจริตสั่งซื้อน้ำมันปาล์มดิบ จากบก.ปอศ. เป็นไปตามกฎหมาย

เมื่อวันที่ 13 ธ.ค.66 ตามที่ปรากฏข่าวในโซเชียลมีเดีย เมื่อวันที่ 9 ธ.ค.66 กล่าวหาว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษ “แย่งคดี ปอศ. ช่วยแก๊งสวาปาล์ม” กรณีรับโอนคดีกล่าวหาผู้บริหารของ บริษัท โกลบอลกรีน เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (GGC) กระทำความผิดอาญาฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา และความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535

จากกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มาดำเนินการเสียเองทั้งที่คดีใกล้จะเสร็จ จนมีการออกหมายเรียกผู้ต้องหาเพื่อมารับทราบข้อกล่าวหา และเตรียมสรุปสำนวนการสอบสวนแล้วนั้น

กรมสอบสวนคดีพิเศษขอขอบคุณที่สื่อมวลชนให้ความสำคัญต่อการปฏิบัติงาน และเป็นโอกาสที่จะได้อธิบายกระบวนการทางกฎหมายในการสืบสวนและสอบสวนคดีพิเศษ ตามพระราชบัญญัติการสอบสวน คดีพิเศษ พ.ศ.2547 ให้สาธารณชนทราบ จึงขอชี้แจงข้อเท็จจริงว่า เดิมเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2561 บริษัท โกลบอลกรีน เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (GGC) เข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

กล่าวหาให้ดำเนินคดีอาญากับผู้บริหารของ บริษัทโกลบอลกรีน เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (GGC) ฐานฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา กรณีตรวจพบหลักฐานว่าระหว่างปี พ.ศ.2557 – พ.ศ.2561 ได้กระทำการทุจริตสั่งซื้อน้ำมันปาล์มดิบ แล้วออกใบรับสินค้า โดยยังไม่ได้รับสินค้าทำให้ บริษัท โกลบอลกรีนฯ จ่ายเงินค่าสินค้าให้กับบริษัทคู่ค้ามีมูลค่าความเสียหายรวมประมาณ 2,078,760,000 บาท

โดยกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ได้รับคดีอาญาดังกล่าวไว้ทำการสอบสวน ภายหลังสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ มีหนังสือกล่าวโทษกรรมการผู้มีอำนาจหรือผู้บริหารของ บริษัท โกลบอลกรีนฯ ในขณะเกิดเหตุ กระทำการเข้าข่ายเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 ด้วย

ซึ่งทางการสอบสวนของกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ พบว่าเข้าข่ายเป็นคดีพิเศษที่จะต้องดำเนินการตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547

เนื่องจากได้มีประกาศคณะกรรมการคดีพิเศษ (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2565 เรื่อง กำหนดรายละเอียดของลักษณะของการกระทำความผิดที่เป็นคดีพิเศษตามมาตรา21 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 ข้อ 4 ประกอบบัญชีท้ายประกาศฯ ข้อ 11 กำหนดให้คดีความผิดที่มีโทษตามมาตรา 281/2 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 (กรรมการหรือผู้บริหารบริษัทไม่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ ความระมัดระวัง และความสุจริต จนเป็นเหตุให้บริษัทเสียหาย)

กรณีที่มีมูลค่าความเสียหายตั้งแต่หนึ่งร้อยล้านบาทขึ้นไป จึงมีหนังสือส่งสำนวนการสอบสวนมายังกรมสอบสวนคดีพิเศษ เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2566

ซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษ พิจารณาตามหลักเกณฑ์กฎหมายแล้ว รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ จึงมีคำสั่งเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2566 ให้รับคดีอาญาดังกล่าวไว้ทำการสืบสวนและสอบสวนตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 โดยรับสำนวนการสอบสวนดังกล่าวมาเป็นส่วนหนึ่งของสำนวนการสอบสวนคดีพิเศษ ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 22 ของกฎหมาย

จึงทำให้พยานหลักฐานทุกประการที่ดำเนินการมาแล้วต้องถูกนำมาประกอบการพิจารณาในการสืบสวนและสอบสวน คดีพิเศษและจนตลอดกระบวนการยุติธรรม อันเป็นการปฏิบัติตามขั้นตอนและกระบวนการของกฎหมาย ทุกประการ จึงประชาสัมพันธ์มาเพื่อทราบโดยทั่วกัน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน