จักรพงษ์ แสงมนี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ชี้กต.ยุคเศรษฐา เร่งสร้างที่ยืนไทยในเวทีโลก เปิดโอกาสการค้าการลงทุน เดินหน้าทำ FTA

เมื่อวันที่ 24 ม.ค.67 นายจักรพงษ์ แสงมนี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ขึ้นกล่าวในงานเสวนา Thailand 2024 The Great Challenges เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย ขยายโอกาส ในเซสชั่นที่ 1 การเพิ่มรายได้ ในหัวข้อ “เปิดโฉมอุตสาหกรรม-การทูตยุคใหม่ ในมุมมอง รมต.New Gen” ร่วมกับนางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

นายจักรพงษ์ กล่าวตอบคำถามที่ว่า กระทรวงการต่างประเทศปรับนโยบายอย่างไรเพื่อรับมือกับการแบ่งขั้วทางการเมืองโลกตอนนี้ว่า ถ้าเปรียบเทียบกัน ประเทศไทยเป็นเหมือนเด็กดีมาตลอด เรามีเพื่อนเยอะแต่เรากลับไม่มีความสำคัญในเวทีโลก บทบาทใหม่ที่กระทรวงการต่างประเทศจะเป็นหลังจากนี้ เราจะต้องมีจุดยืนที่เป็นกลางแต่ต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน เราต้องอยู่ในอุปสรรคหลายๆ อย่างแน่นอนกับความท้าทายใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในปีนี้ ตั้งแต่เรื่องสงคราม สงครามการค้า และการเลือกตั้งสหรัฐอเมริกาที่จะมีขึ้นในช่วงปลายปี ทุกอย่างมีความสัมพันธ์และจะกระทบกับเศรษฐกิจของไทยทั้งหมด บทบาทของกระทรวงการต่างประเทศในอนาคตคือ เราจะเป็นแนวหน้า (front line) เราจะต้องเป็นคนเข้าไปเจรจา เปิดประตูให้ทุกคนเห็นว่า เราพร้อมที่จะเปิดประเทศและรับการลงทุนจากต่างประเทศ เราจะต้องประสานกับกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ หรือทุกกระทรวง เพื่อขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลนี้

ส่วนในเรื่องความท้าทายและโอกาสใหม่ๆ ในเชิงเศรษฐกิจ นายจักรพงษ์ให้ความเห็นว่า เราต้องกลับมามีที่ยืนบนเวทีโลกก่อน พอเรามีเวทีแล้วทุกคนก็อยากจะค้าขายกับเรา เมื่อวานตนได้บอกกับรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ ว่า เรื่องการทูต กระทรวงการต่างประเทศทำได้ดีมาตลอด เรามีมิตรประเทศเยอะ แต่วันนี้เราจะมาเพิ่มเรื่องการค้า ตนใช้คำว่ามูลค่าการค้า (Trade Volume) คือไม่ต้องการให้เขาซื้อของเราอย่างเดียวหรือลงทุนที่เราอย่างเดียว แต่ต้องเป็นโอกาสให้ธุรกิจไทยที่จะส่งออกและไปลงทุนในต่างประเทศ ก็จะเป็นการสร้างโอกาสให้กับประเทศ เนื่องจากเป็นโอกาสที่จะนำเงินจากต่างชาติกลับมายังประเทศไทยด้วย

นายจักรพงษ์กล่าวอีกว่า ตนเพิ่งกลับมาจากประเทศแอฟริกาใต้เมื่อคืนที่ผ่านมา และได้มีโอกาสไปพบกับกระทรวงต่างประเทศและกระทรวงพาณิชย์ของแอฟริกาใต้ โดยเขาให้ความสนใจเกี่ยวกับชิ้นส่วนรถยนต์จากไทย เราก็ไปพูดคุยว่าพวกเขาสนใจอย่างไรและจะมีโอกาสอย่างไรให้กับธุรกิจของไทยส่งออกชิ้นส่วนไปยังแอฟริกาใต้ด้วย ทั้งยังคุยกันว่า ภายในสิ้นปีหน้าไทยและแอฟริกาใต้ควรจะมีมูลค่าการค้า (trade volume) กันอยู่ที่ประมาณ 6 พันล้านเหรียญ เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่อยู่ 3 พันกว่าล้านเหรียญ ก็เป็นความท้าทายแต่ประเทศเขาก็มีโอกาสที่จะต่อยอดในเรื่องอุตสาหกรรมของเราได้ เพราะเขามีสินแร่และเหล็ก อีกทั้งแอฟริกาใต้ถือเป็นประตูให้กับทวีปแอฟริกา ขณะเดียวกันเมื่อตนไปประเทศยูกันดา ก็พบว่าเขายังเป็นประเทศที่ต้องการเทคโนโลยีและความรู้ทางการเกษตรอีกมาก ก็มีบริษัทไทยที่ไปอยู่ในยูกันดาและประสบความสำเร็จมาแล้ว เราก็จะต้องต่อยอดในเรื่องนี้ต่อไป

ต่อคำถามที่ว่า กระทรวงการต่างประเทศมองเรื่องการเปลี่ยนแปลงผู้นำประเทศยักษ์ใหญ่หลายประเทศในปี 2024 อย่างไร นายจักรพงษ์กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นสิ่งที่กระทรวงการต่างประเทศจะต้องปรับตัวอย่างรวดเร็วในทุกสถานการณ์ เรามีการพูดคุยกันเกี่ยวกับแผนแต่ละอย่างว่าถ้าพรรครีพับลิกันและเดโมแครตชนะการเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร เพราะพวกเขามีแผนเศรษฐกิจต่างกัน สิ่งเหล่านี้เป็นความท้าทายมากเพราะเราจะต้องแชร์ข้อมูลให้กับทุกภาคส่วนของรัฐบาลว่าแต่ละกระทรวงจะทำอย่างไร นี่คือสิ่งที่เราต้องให้ความสำคัญว่า ผู้นำเขาจะพาประเทศไปในทิศทางไหน อันนี้ก็ต้องเฝ้าดูกันต่อไป

ส่วนในเรื่อง FTA นายจักรพงษ์เปิดเผยว่า ตอนนี้ไทยมีทั้งหมด 14 ฉบับ เราวางแผนกับกระทรวงพาณิชย์แล้วว่าต้องมีการเจรจาเพิ่มขึ้นอีก 12 ฉบับ รวมเป็น 26 ฉบับ ในส่วนนี้เรามีโรดแมปเกี่ยวกับกรอบระยะเวลาในการทำงานแล้ว สิ่งที่นักลงทุนต่างประเทศสนใจคือ ไทยมี FTA กับใครบ้าง สหภาพยุโรป (อียู) จะเป็นอันหลักที่เราจะเริ่มทำก่อน ซึ่งเราตั้งเป้าจะเปิดเจรจาให้จบภายใน 18 เดือน

ตนได้พูดคุยกับรัฐมนตรีพาณิชย์ของแอฟริกาใต้ว่าเราอยากทำ FTA ที่เรียกว่า สหภาพศุลกากรแอฟริกาตอนใต้ (SACU) ซึ่งแอฟริกาใต้เป็นพี่ใหญ่และเขาก็ตอบรับมาด้วยดี แต่เราต้องขอศึกษาผลกระทบให้เสร็จสิ้นก่อนและจากนั้นจะส่งคำขอเพื่อเปิดการเจรจา นอกจากนั้นแล้วยังต้องมีการเจรจากับกลุ่ม GCC ออสเตรเลีย เกาหลี และอีกหลายประเทศอีกด้วย

ส่วนเรื่องกระทรวงการต่างประเทศจะช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทางระหว่างประเทศเพื่อเพิ่มโอกาสและลดต้นทุนในการเดินทางให้กับคนไทยอย่างไร นายจักรพงษ์เปิดเผยว่า การที่ไทยดำเนินนโยบายวีซ่าฟรีให้แก่นักเดินทางชาวจีน คาซักสถาน ไต้หวัน และอินเดีย ในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา เป็นเพียงขั้นแรก

ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า รัฐมนตรีต่างประเทศของจีนจะมาลงนามในการแลกเปลี่ยนวีซ่าฟรีแบบถาวร และจะมีการเจรจาเรื่องวีซ่าฟรีกับประเทศอื่นๆ เช่นกัน และมีหลายประเทศในแอฟริกาหยิบยกว่าอยากวีซ่าฟรีกับไทย แต่เราต้องเช็กทุกอย่างให้เรียบร้อยเสียก่อน บางประเทศใช้เวลาในการขอวีซ่านาน 1 – 2 เดือน เพราะเราไม่มีสถานทูตทั่วโลก เราพยายามที่จะลดขั้นตอนให้ดีที่สุด ในอนาคตเราจะใช้เทคโนโลยีในการขอวีซ่า เราจะให้มีเว็บไซต์ในการยื่นเอกสารทุกอย่าง และอนุมัติผ่านเว็บไซต์ได้เลย แต่ก็ยังอยู่ระหว่างศึกษาขั้นตอนเพื่อให้มีความปลอดภัย

ส่วนในเรื่องวีซ่าเชงเก้นที่นายกรัฐมนตรีต้องการให้ไทยเป็นวีซ่าฟรีนั้น ก็คงต้องพยายามติดต่อดูต่อไป และมีการพูดคุยกับอังกฤษถึงโอกาสที่จะมีวีซ่าฟรีได้หรือไม่ แต่ตอนนี้ยังไม่ได้ข้อสรุป

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน