“ประจิน” เผยปิดเว็บหมิ่นสถาบัน-กระทบมั่นคงแล้ว 900 ยูอาร์แอล พบยูทูบโพสต์มากสุด

สรุปใช้คำสั่งคสช. 26/2557 ปิดเว็บหมิ่น-กระทบมั่นคง 200 ยูอาร์แอล ใช้กระบวนการศาลปิด 700 ยูอาร์แอล จาก 1,150 ยูอาร์แอล เผยพบโพสต์มากสุดทางยูทูบ ระบุยังตรวจสอบต่อเนื่องตามกติกาและข้อกฎหมาย ยันไม่มีการเผยข้อมูลผู้ใช้งาน เผยรอผู้บริหารเฟซบุ๊กตอบรับหารือ

เมื่อเวลา 16.30 น. วันที่ 2 พ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม แถลงสรุปการดำเนินการปิดเว็บไซต์หมิ่นสถาบันและกระทบกับความมั่นคงว่า หลังจากวันที่ 13 ต.ค. ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งการให้ทุกส่วนราชการเตรียมพร้อมทำงานตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรองรับการดำเนินงานของศูนย์บัญชาการติดตามสถานการณ์ (ศตส.)

กระทรวงได้รับมอบหมายให้ติดตามการเผยแพร่ข้อมูลทางโซเชียลมีเดีย จึงบูรณาการทำงานร่วมกันและระหว่างกองป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ (ปอท.) หรือตำรวจไซเบอร์ กสทช. เอ็ดด้า และหน่วยงานกลางคือไซเบอร์ ซิเคียวริตี้ ออปเปอร์เรชัน เซ็นต์เตอร์ ซึ่งเป็นหน่วยงานในกำกับของกระทรวงดิจิทัล ทำความเข้าใจกับประชาชนเรื่องการละเมิดพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ปี 2550 ด้วยการไม่โพสต์ข้อความ ภาพเสียง คลิป หรือส่งต่อทางโซเชียลมีเดีย สร้างความเสียหายต่อบุคคล สถาบัน และความมั่นคง

รองนายกฯ กล่าวต่อว่า จากการหารือกับบริษัทต้นทาง เพื่อพูดคุยปรึกษาในเรื่องดังกล่าว เช่น กูเกิ้ล ยูทูบ และผู้ให้บริการแอพพลิเคชั่นไลน์ และมีการส่งหมายศาลจากไทยไปให้พิจารณาเพื่อปิดยูอาร์แอล ซึ่งได้ร่วมความร่วมมือเป็นอย่างดี

ส่วนการหารือกับทางเฟซบุ๊กนั้น ประสานไปเพื่อขอพบและพูดคุยกับทางผู้บริหารระดับสูง ในลักษณะตัวต่อตัว ขณะนี้อยู่ระหว่างรอการประสานตอบรับวัน เวลา และสถานที่กลับมาว่า จะพบที่ไทยหรือประเทศสิงคโปร์ เบื้องต้นเราอยากพูดคุยภายในสัปดาห์นี้ แต่ทางเฟซบุ๊กยังไม่พร้อม ซึ่งก่อนหน้านั้นเฟซบุ๊กส่งหนังสือมา 2 ฉบับ คือ ยืนยันที่จะร่วมมือและพร้อมแลกเปลี่ยนความเห็น และฉบับที่ 2 คือพร้อมตอบสนองคำขอของไทยทันที เพราะเข้าใจความรู้สึกและสถานการณ์ของไทยเป็นอย่างดี

พล.อ.อ.ประจินกล่าวว่า จากการติดตามตรวจสอบเว็บไซต์ที่พบว่ามีการกระทำที่เข้าข่ายความผิด จึงตกลงกับผู้ให้บริการไอเอสพีอินเตอร์เน็ตในการปิด ซึ่งนับตั้งแต่เดือนต.ค.ที่ผ่านมาแบ่งเป็น ช่วงวันที่ 1-12 ต.ค. พบว่ามียูอาร์แอลที่เข้าข่ายไม่เหมาะสม 100 ยูอาร์แอล และตั้งแต่วันที่ 13-31 ต.ค. พบ 1,200 ยูอาร์แอล ปิดโดยอาศัยคำสั่งคสช.ที่ 26/2557 ปิดเว็ปไซด์ จำนวน 200 ยูอาร์แอล

ส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างกระบวนการของศาล 1,150 ยูอาร์แอล ในจำนวนนี้ปิดไปแล้ว 60 เปอร์เซ็นต์ หรือ 700 ยูอาร์แอล โดยพบว่ามีการโพสต์มากที่สุดทางยูทูป แต่แม้จะมีคนโพสต์มากที่สุดแต่ก็ให้ความร่วมมือปิดมากกว่าเครือข่ายอื่น ซึ่งทั้งหมดได้รับความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ ศาลที่เร่งรัดขั้นตอนธุรการ และผู้ให้บริการไอเอสพีในประเทศและบริษัทต้นทาง

นอกจากนี้ เรายังติดตามในเรื่องดังกล่าวโดยมีศูนย์ประสานงานไซเบอร์ ซึ่งตั้งอยู่ที่กระทรวงดิจิทัล มีเจ้าหน้าที่คอยประสานกับชุดปฏิบัติการต่างๆ เพื่อมอนิเตอร์ข้อความที่เข้าข่าย แล้วมาตรวจสอบว่าจะดำเนินการอย่างไร ส่งมาจากที่ไหน นอกจากนั้น มีการเรื่องการทำงานของเจ้าหน้าที่ที่จะเข้ามาร่วม โดยอยู่ระหว่างการเชิญบุคลากรจากทุกฝ่ายเพิ่มเติม

“เราพยายามทำทุกทางเพื่อป้องกันและลดการโพสต์ข้อความหรือคลิปสุ่มเสี่ยงหรือผิดกฎหมาย จึงขอความร่วมมือผู้ที่อยู่ในวงการโซเชียลมีเดีย คิดให้ดีในการกดไลค์ กดแชร์ ถ้าเห็นว่าไม่เหมาะสมขอให้ช่วยกันระงับ หรือลบทิ้ง ไม่ไลค์ ไม่แชร์ และลบสิ่งที่มีอยู่เดิมโดยไม่เจตนาขอให้ลบทิ่งไปให้หมด และอย่าไปให้ค่ากับผู้ที่ดำเนินการกับกลุ่มนี้ที่มีไม่มาก และช่วยกันทำความดีเพื่อถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เพื่อแสดงถึงความจงรักภักดีและความผูกพันต่อในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยทำความดีในลักษณะจิตสาธารณะ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระองค์ท่าน ในเรื่องนี้มากกว่า”พล.อ.อ.ประจิน กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีที่มีข่าวว่าผู้ให้บริการไลน์ กูเกิ้ล ยืนยันว่ายังเคารพสิทธิและความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ และยังไม่ได้ร่วมมือทั้งหมด รองนายกฯ กล่าวว่า ที่เขาร่วมมือภายใต้กติกาและกฎหมาย ซึ่งผู้ให้บริการมีการรักษาความลับและไม่เปิดเผยในสิ่งที่ผู้ลงทะเบียนใช้งานไม่อนุญาต

ขณะที่อะไรละเมิดกฎหมายของประเทศเขา หากมีคนร้องเรียนก็จะดำเนินการให้ แต่หากผิดกฎหมายไทยแล้วไปสอดคล้องกับกฎหมายของเขาก็จะดำเนินการให้ แต่หากไม่แน่ใจเราจะชี้แจงไปที่ผู้ให้บริการก็จะร่วมมือตามที่มีการร้องขอไปเป็นกรณีพิเศษ เช่น จัดทีมงานที่มีคนไทยเข้าร่วม จัดแบบฟอร์มแจ้งข้อมูลเป็นภาษาไทย หรือลดขั้นตอนทางกฎหมาย โดยให้ตำรวจสากล เข้ามาช่วย เป็นต้น

แต่ไม่ใช่การไปบล็อกเสรีภาพผู้ใช้ที่ไม่ผิดกฎหมาย ทางบริษัทที่ให้บริการจึงระวังเป็นอย่างมาก เพราะที่ผ่านมามีผู้ใช้บริการทั่วโลกเป็นจำนวนมาก แม้ไทยจะมีผู้ใช้บริการมากที่สุดในอาเซียนแต่ก็ต้องคำนึงถึงผู้ใช้บริการรายอื่นด้วย จึงไม่อยากให้เกิดผลกระทบ

บทความก่อนหน้านี้เปิดคลิปแรกที่ทำให้ “เทพพิทักษ์” โด่งดังเป็นพลุแตกจากความซื่อๆ ..ก่อนถึงจุดแตกหักกับ “พจน์”
บทความถัดไปสุดทึ่ง!! สาวพิการแขนสู้ชีวิต ใช้เท้าถักโครเชต์ ปลื้มหนูน้อยคอยป้อนขนมให้อยู่ข้างๆ