กทม.จัดระเบียบทางเท้า จับจริง ปรับจริง ใช้ AI ตรวจจับ ผู้กระทำผิดกฎหมาย และกฎจราจรอื่นๆ เปิดผลจัดระเบียบ
นายศุภกฤต บุญขันธ์ รองปลัดกรุงเทพมหานคร กล่าวความคืบหน้าการจัดระเบียบทางเท้าตามมาตรการจับจริง ปรับจริง ว่า สำนักเทศกิจ (สนท.) ได้เพิ่มประสิทธิภาพการนำเทคโนโลยีมาช่วยจับ-ปรับผู้กระทำผิดกฎหมายจราจรและกฎหมายอื่น ๆ
เบื้องต้นได้นำร่องในความผิดฐานจอด หรือขับขี่รถบนทางเท้า ตั้งแต่วันที่ 12 มิ.ย.66 – 1 เม.ย.67 ตรวจพบผู้กระทำผิด 74,333 ราย ออกหนังสือเชิญมาให้ถ้อยคำ 8,415 ราย ว่ากล่าวตักเตือน 225 ราย เปรียบเทียบปรับ 410 ราย เป็นเงิน 293,300 บาท
สนท.ได้เร่งรัดให้สำนักงานเขตที่ติดตั้งกล้องวงจรปิด (CCTV)พร้อมระบบ AI ออกหนังสือเชิญเจ้าของรถมาให้ถ้อยคำให้ครบทุกรายโดยเร็ว ขณะเดียวกันอยู่ระหว่างสำรวจเพื่อติดตั้งกล้อง CCTV พร้อม ระบบ AI เพิ่มเติมในจุดต่อไป
นอกจากนี้ยังได้ดำเนินโครงการกวดขันรถยนต์ รถจักรยานยนต์ จอด หรือขับขี่บนทางเท้า เพื่อดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนผู้ใช้ทางเท้า โดยให้สำนักงานเขตบังคับใช้กฎหมาย ห้ามมิให้รถจอด หรือขับขี่บนทางเท้าโดยเด็ดขาด
เนื่องจากเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 17 (2) แห่งพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ.2535 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560 รวมทั้งให้เจ้าหน้าที่เทศกิจออกตรวจตรา กวดขัน
เฝ้าระวังไม่ให้มีการกระทำผิด และตั้งโต๊ะจับ-ปรับรถยนต์ หรือรถจักรยานยนต์ จอด หรือขับขี่บนทางเท้าในบริเวณพื้นที่ที่มีผู้ฝ่าฝืนจำนวนมาก หรือในจุดที่ประชาชนร้องเรียนเป็นประจำ โดยเฉพาะในช่วงเวลาเร่งด่วน ซึ่งที่ผ่านมาระหว่างเดือน ก.ค.61 – 1 เม.ย.67 สามารถกวดขันจับกุมผู้กระทำความผิดได้ 55,888 ราย เปรียบเทียบปรับเป็นเงิน 62,429,000 บาท
นายไทภัทร ธนสมบัติกุล ผู้อำนวยการสำนักการจราจรและขนส่ง กล่าวว่า สำนักการจราจรและขนส่ง (สจส.) ได้ทดลองติดตั้งระบบตรวจจับการขับขี่จักรยานยนต์บนทางเท้ากับกล้อง CCTV จำนวน 15 จุด และได้ส่งภาพถ่ายพร้อมทะเบียนรถของผู้กระทำผิดให้
สนท.ค้นหาผู้ครอบครองรถ เพื่อจับปรับตามพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535 ที่กำหนด “ห้ามมิให้ผู้ใดจอด หรือขับขี่รถยนต์ รถจักรยานยนต์ หรือล้อเลื่อนบนทางเท้า เว้นแต่เป็นการจอด หรือขับขี่ เพื่อเข้าไปในอาคาร หรือมีประกาศของเจ้าพนักงานจราจรผ่อนผันให้จอด หรือขับขี่ได้”
ซึ่งปรากฏผลพบว่า มีการฝ่าฝืนขับขี่ลดลงและผู้ขับขี่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม จึงตั้งเป้าหมายขยายจุดติดตั้งให้ทั่วพื้นที่กรุงเทพฯ เพิ่มอีก 100 จุด คาดว่าจะแล้วเสร็จทั้งหมดภายในเดือน ส.ค.นี้