ครอบครัว-เพื่อน ร่วมพิธีเคลื่อนศพ บุ้ง ทะลุวัง เวียนรอบเมรุ เตรียมฌาปนกิจ “ทนายด่าง” จ่อ บุกรพ.ราชทัณฑ์พรุ่งนี้ ขอประวัติการรักษาก่อนเสียชีวิต
เมื่อเวลา 14.24 น. วันที่ 19 พ.ค. 2567 ที่ศาลา 7 วัดสุทธาโภชน์ ลาดกระบัง กรุงเทพฯ ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศพิธีเคลื่อนศพ น.ส.เนติพร หรือบุ้ง ทะลุวัง ผู้ต้องหาคดีทางการเมือง ซึ่งอดอาหารประท้วง หลังถูกคุมขังในทัณฑสถานหญิงกรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 27 ม.ค.2567 กระทั่งมีอาการวิกฤตหัวใจหยุดเต้น และเสียชีวิตในเวลาต่อมานั้น โดยเวียนรอบเมรุเพื่อประกอบพิธีฌาปนกิจ
โดยมีน.ส.ณัฐนิช ดวงมุสิทธิ์ หรือใบปอ ทะลุวัง เป็นผู้ถือรูปของน.ส.เนติพร เดินนำขบวน พร้อมกับพี่สาวถือกระถางธูป และกลุ่มเพื่อนที่ร่วมอุดมการณ์ทางการเมือง ได้ชูสามนิ้วระหว่างการเคลื่อนขบวนจนครบ 3 รอบ

ด้านน้องสาวของ น.ส.เนติพร ได้แสดงรำหน้าไฟ ก่อนจะมีการแบกโลงศพเคลื่อนย้ายขึ้นไปหน้าเตาเผา เพื่อเตรียมกล่าวคำรำลึกประวัติผู้วายชนม์และพิธีทอดผ้าบังสกุล โดยมีนายจตุพร พรหมพันธุ์ อดีตแกนนำคนเสื้อแดง ร่วมพิธีดังกล่าว
ขณะที่ นายกฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน แถลงคำชี้แจงหน้าเมรุเผาศพ น.ส.เนติพร หลังกรมราชทัณฑ์ออกเอกสารยืนยันการรักษาน.ส.เนติพร ว่า ให้การช่วยเหลือตามมาตรฐานการรักษาวิชาชีพของแพทย์
โดยแพทย์ดำเนินการใส่ท่อช่วยหายใจ ได้นวดหัวใจ พร้อมให้ยากระตุ้นหัวใจ ยากระตุ้นความดันโลหิตตามมาตรฐานการช่วยชีวิตขั้นสูง และทีมบุคลากรทางการแพทย์ให้การดูแลรักษาอย่างใกล้ชิดตลอดช่วงเวลา จนส่งตัวผู้ป่วยถึงโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ
โดยหลังจากที่ทนายกฤษฎางค์อ่านคำแถลงชี้แจงของกรมราชทัณฑ์เสร็จก็ได้ฉีกกระดาษเอกสารของกรมราชทัณฑ์ทันที
จากนั้น ทนายกฤษฎางค์ ได้นำบันทึกการรักษาของ น.ส.เนติพร จากโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ มาอ่านว่า น.ส.เนติพร หมดสติในเวลา 06.23 น. ซึ่งขณะนั้นไม่มีสัญญาณชีพ และมีการทำ CPR จนกระทั่งถูกส่งตัวมายังโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ ในเวลา 09.30 น. และเสียชีวิตในเวลาต่อมา
โดยสาเหตุการเสียชีวิตจากการชันสูตรพลิกศพลงความเห็นว่า ภาวะหัวใจล้มเหลวโดยเฉียบพลัน ภาวะสมดุลเกลือแร่ผิดปกติ และภาวะหัวใจโต ส่วนผลการตรวจหาสารพิษอยู่ระหว่างการรอผล
จากข้อมูลการรักษาจากเวชระเบียนที่ได้รับจากโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ ระบุว่า เจ้าหน้าที่รับ น.ส.เนติพร มารักษาในเวลา 09:30 น. ขณะนั้นไม่มีสัญญาณชีพคลื่นหัวใจแรกรับ ไม่มีคลื่นไฟฟ้าของหัวใจข้างล่าง (Asystole) ไม่มีเสียงลมในปอด แต่กลับได้ยินที่บริเวณลิ้นปี่ และพบท่อช่วยหายใจอยู่ในหลอดอาหาร
รวมถึงค่าคาร์บอนไดออกไซด์ ที่วัดการหายใจ (ETCO2) เท่ากับ 0 มิลลิเมตรปรอท ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องใส่ท่อช่วยหายใจใหม่ที่ห้องฉุกเฉิน และหลังใส่ท่อช่วยหายใจใหม่ก็ได้ยินเสียงลมที่ปอดทั้ง 2 ข้าง และค่าคาร์บอนไดออกไซด์ ที่วัดการหายใจ เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 10 มิลลิเมตรปรอท

ทนายกฤษฎางค์ กล่าวว่า ตนตั้งข้อสงสัยถึงการกู้ชีพ ตั้งแต่ที่ น.ส.เนติพร ล้มและไม่มีสัญญาณชีพ เมื่อตอน 06.23 น. เป็นเวลา 3 ชั่วโมง กว่าจะมาถึงโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ และการใส่ท่อช่วยหายใจในหลอดอาหารเป็นสิ่งที่พบได้ แต่ตามมาตรฐานวิชาชีพ การตรวจสอบเพื่อยืนยันตำแหน่งท่อช่วยหายใจทันทีเป็นเรื่องพื้นฐาน
หากไม่แน่ใจต้องมีวิธีในการยืนยัน เพื่อแน่ใจว่าตำแหน่งของท่อช่วยหายใจอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องหรือไม่ และแม้การใส่ท่อช่วยหายใจผิดตำแหน่งอาจไม่ได้เป็นสาเหตุการเสียชีวิต แต่ก็เป็นหนึ่งในความผิดพลาดร้ายแรงที่ทำให้โอกาสการคืนชีพของ น.ส.เนติพร น้อยลงจนกลายเป็นแทบไม่มีโอกาสการรอดชีวิต
“ดังนั้น ทนายความและครอบครัวจึงตั้งคำถามกับทางโรงพยาบาลราชทัณฑ์กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับน.ส.เนติพร ตั้งแต่การดูแลก่อนการเสียชีวิต การกู้ชีพ ไปจนถึงการส่งตัวเพื่อรักษาต่อ เพื่อให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ทราบถึงมาตรฐานของโรงพยาบาลราชทัณฑ์
เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ถูกคุมขังคนอื่นที่ต้องใช้โรงพยาบาลราชทัณฑ์ ไม่เกิดเหตุในลักษณะเช่นเดียวกับ น.ส.เนติพร อีก ทั้งนี้ สิ่งที่ตนและครอบครัวน.ส.เนติพร สงสัยนั้นไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง” ทนายกฤษฎางค์ กล่าว
ทนายกฤษฎางค์ กล่าวด้วยว่า ตนพูดคุยกับอธิบดีกรมราชทัณฑ์ว่า รถฉุกเฉินที่นำตัว น.ส.เนติพร ไปยังโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ ภายในมีแพทย์และผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชทัณฑ์อยู่ในรถคันดังกล่าวด้วย ทั้งนี้ ทีมทนายความและกลุ่มเพื่อนจะเดินทางไปยังโรงพยาบาลราชทัณฑ์ เพื่อขอประวัติการรักษา น.ส.เนติพร 5 วันก่อนเสียชีวิต หลังถูกเลื่อนการส่งเอกสารมาถึง 7 ครั้ง ในวันพรุ่งนี้ (20 พ.ค.) เวลา 09.30 น.