นักศึกษาหนุ่ม มหาวิทยาลัยดัง ร้อง สายไหมต้องรอด โดน CEO หนุ่ม เจ้าของคลินิกความงามชื่อดัง ทำร้ายร่างกาย หลังนัดเจอผ่านแอปฯหาคู่ เผย เหยื่อโผล่เพียบ
จากกรณี นักศึกษาหนุ่ม มหาวิทยาลัยชื่อดัง ร้องขอความช่วยเหลือสายไหมต้องรอด จากกรณีนัดกันผ่านแอปพลิเคชันหาคู่ เมื่อไปถึงคอนโดกลับถูกทำร้ายร่างกายถึงเช้า เกือบเอาชีวิตไม่รอด
เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 23 พ.ค.2567 ที่สายไหมต้องรอด นายเอ (นามสมมติ) นักศึกษามหาวิทยาลัยชื่อดัง ผู้บาดเจ็บ เปิดเผยว่า ตนได้นัดเจอผู้ชายคนนี้ผ่านเเอปพลิเคชันหาคู่แอปฯหนึ่ง โดยการไปเจอกันแบบวันไนท์สแตนด์ ฟิวคู่รักทั่วไป ไม่ได้เป็นการตกลงราคา

นักศึกษาหนุ่ม มหาวิทยาลัยดัง ร้อง สายไหมต้องรอด โดน CEO หนุ่ม เจ้าของคลินิกความงามชื่อดัง ทำร้ายร่างกาย หลังนัดเจอผ่านแอปฯหาคู่ เผย เหยื่อโผล่เพียบ
และได้ตกลงว่าจะไปเจอกันที่คอนโดมิเนียมของเขา ย่านรามคำแหง พอไปถึงคอนโดเขาใช้ให้ตนไปซื้อน้ำที่หน้าคอนโดก่อน และให้เดินไปที่ตึก D ซึ่งเขาอยู่ชั้น 4 และจะโยนขี้การ์ดลงมาให้
พอตนเดินไปถึงเขาก็โยนคีย์การ์ดลงมาให้ ตนก็แปลกใจว่าทำไมไม่ลงมาแต่ก็ไม่ได้อะไร พอเข้าลิฟต์ไปตนลืมเอาคีย์การ์ดไปแตะที่ลิฟต์ ลิฟต์ก็เลยพาไปที่ชั้นบนสุด ก่อนจะแตะแล้วลงมาที่ชั้น 4 พอถึงห้องเขา ตนก็เอาคีย์การ์ดคืนให้แล้วก็ขอโทษเขาไปที่ตนไปถึงช้า ซึ่งตนนัดเขาไว้เวลาประมาณ 22.00 น. แต่ไปช้า 20 นาที
จากนั้นเขาก็ให้ไปนั่งรอที่เตียง แล้วบ่นกับตนว่าทำไมมาช้า ไปว่ายน้ำรอมาตั้งนานแล้ว และก็พูดเหมือนเล่นยารอด้วย ตอนนั้นตนก็เริ่มใจไม่ดีเพราะเพิ่งรู้ว่าเขามีเรื่องสารเสพติดด้วย
ต่อมาเขาเริ่มเข้ามากอดและให้ดูดบริเวณหน้าอกของเขา เขาก็บอกว่าให้ทำดี ๆ อยู่นิ่ง ๆ อย่าขยับเยอะ ซึ่งตนเห็นว่าเขามีพฤติกรรมแบบชอบออกคำสั่ง ตนก็พยายามทำตามที่เขาบอก แล้วก็ตบมาที่หัว แล้วเขาก็พูดว่า “ถ้ามึงยังทำไม่ดีอีก กูจะตบมึง” เขาก็เริ่มตบแล้วต่อยตนเรื่อย ๆ
ตอนนั้นตนเริ่มรู้สึกไม่โอเคก็เลยจะขอกลับบ้านก่อนที่เขาจะถามหาคีย์การ์ด บอกว่าตนยังไม่คืนทั้ง ๆ ที่ตนคืนไปแล้ว แล้วก็บอกว่าหาไม่เจอ แล้ววนซ้ำกลับมาเป็นแบบเดิมคือให้ไปดูดบริเวณหน้าอกอีก
ระหว่างนั้นเขาเริ่มมีพฤติกรรมที่มีความรุนแรง โมโหร้าย พร้อมกับพูดว่า “มึงเป็นใครนัดคนอื่นไม่ดูตัวเอง หน้าตัวเองไม่ตรงปก มีปัญญาอยู่คอนโดแบบกูไหม กูเป็น CEO บริษัทนี้นะ” เขาเริ่มพูดไปเรื่อย ๆ บอกว่าเป็นเจ้าของคลินิกเสริมความงามชื่อดังแห่งหนึ่ง และต่อย ตี ตนทั้งคืน ไม่ต่ำกว่า 10 รอบ และเขาก็หยิบโทรศัพท์มาถ่ายไม่แน่ใจว่าเป็นรูปหรือคลิป
นายเอ กล่าวต่อว่า ตอนนั้นตนก็กลัวว่าถ้ารีบออกมาอาจจะโดนทำร้ายหนักกว่านั้น จึงไม่ได้ออกมาตั้งแต่แรก กระทั่งตอนเช้าเขาบอกจะไปส่ง แต่เขาก็บอกว่าหาคีย์การ์ดไม่เจอ ตนจึงจะบอกเขาให้เรียกนิติมาช่วย แต่เขาก็บอกไม่ได้ไม่มีใครช่วยได้
ซึ่งตอนนั้นเขาเรียกค่าเสียหายจากตนด้วย 5,000 บาท บอกว่าเป็นเพราะคราบเลือดที่ตนปากแตกจากการโดนเขาต่อยเปื้อนที่นอนเขา ตนก็ยอมจ่าย และได้อาศัยช่วงที่เขาเข้าห้องน้ำแล้วรีบออกมาและบอกให้เพื่อนมาช่วย แต่เขาก็ออกมาเจอพอดี
ตอนนั้นพ่อตนโทรมาด้วย เขาจึงถ่ายรูปเบอร์พ่อตนไว้ แล้วขอโทษตนก่อนปล่อยให้กลับออกมา ตลอดระยะเวลาที่อยู่ด้วยกันเขาไม่ได้เสพยาให้เห็น แต่พฤติกรรมเขาเหมือนคนโรคจิต จิตไม่ปกติ
จากนั้นตนก็ไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจร่างกายและไปแจ้งความตำรวจที่ สน.หัวหมาก ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงให้นิติคอนโดไปเคาะห้องแต่เขาไม่ยอมออกมา ซึ่งนิติที่คอนโดก็บอกว่า คนนี้อีกแล้วหรอ เขาไม่ค่อยออกจากห้อง ชอบโยนคีย์การ์ดให้คนอื่นเวลามีคนมา เคยเห็นผู้หญิงวิ่งออกมาจากบันไดหนีไฟแล้วเลือดอาบด้วย
โดยที่ตนออกมาวันนี้ เพราะตนคิดว่าเป็นการกระทำที่รุนแรงเกินไป และหลังจากเกิดเรื่องเขาก็ได้โทรไปหาพ่อของตน แล้วถามว่า “ลูกคุณทำอะไรไว้ คิดดูสิ” แล้วก็ตัดสายไปเลย ตนเลยโทรไปถามเขาว่าได้รับหมายเรียกไหม ให้ไปคุยกันที่สน. แต่เขาก็ทำเป็นตีมึนไม่รู้เรื่อง
ส่วนเรื่องที่เขาออกมาโพสต์ชี้แจง ตนจับใจความไม่ค่อยได้ แต่ตนอยากบอกว่า ที่ตนออกมาพูดวันนี้เป็นเรื่องจริงทั้งหมด ตนอยากให้เขาออกมาคุยกัน เพราะมีคนที่เสียหายเยอะมาก เขาจะได้ชี้แจงฝั่งของเขาและมาพูดความจริงกัน และใครที่เจอเหมือนกันตนก็อยากให้ออกมาเยอะ ๆ จะได้มีความหนักแน่น ช่วยกันยืนยันว่าโดนเหมือนกัน
ด้าน นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด กล่าวว่า ตนจะประสานไปทางโรงพักเพื่อดำเนินคดีไปตามข้อเท็จจริงตามการสอบสวน ใครผิดก็ว่าไปตามผิด
นายเอกภพ กล่าวต่อว่า และสำหรับผู้เสียหายรายอื่นที่ติดต่อเข้ามาในทุกช่องทาง ตนก็จะรวบรวมผู้เสียหายให้ ถ้าประสงค์ที่จะเอาเรื่องก็สามารถแจ้งเข้ามาได้เลย และฝากเตือนพี่น้องประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นที่เข้าไปในแอปฯหาคู่แบบนี้ ว่ามีภัยอย่างเห็นได้ชัด ภัยมีทุกรูปแบบ ขนาดโปรไฟล์ดีเป็นเจ้าของคลินิกชื่อดัง คิดว่าจะอยู่ในสังคมที่ดี พอไปเจอกันยังเจอเหตุการณ์แบบนี้ได้
นายเอกภพ กล่าวด้วยว่า ส่วนผู้ก่อเหตุตนไม่มั่นใจว่ามีสติสัมปชัญญะครบหรือไม่ขณะก่อเหตุ ซึ่งถ้าเขาป่วยก็อาจจะต้องให้ทางแพทย์ช่วยดูในเรื่องนี้ด้วย เจ้าหน้าที่ตำรวจก็คงจะดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องด้วย


