เมื่อวันที่ 4 พ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เป็นวันที่ 7 ที่มีพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนเข้าถวายสักการะเบื้องหน้าพระโกศ พระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ได้ตั้งแต่เวลา 08.00-21.00 น. ทุกวัน (ยกเว้นช่วงมีพระราชพิธีบนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท) นั้น
โดยในเวลา 05.00 น. เจ้าหน้าที่เปิดให้ประชาชนเข้าถวายสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท โดยจัดแถวประชาชนผ่านมาทางประตูมณีนพรัตน์ ในพระบรมมหาราชวัง ฝั่งทิศเหนือ อันเป็นสถานที่ตั้งของวัดพระศรีรัตนศาสดาราม จัดเป็น 2 แถว ผ่านทางระเบียงคด เมื่อเดินมาถึงประตูวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ทางเข้าเขตพระราชฐานชั้นใน เลี้ยวขวาเข้าสู่ถนนอมรวิถี หน้าพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยมไหยสูรยพิมาน แล้วเลี้ยวขวาตั้งแถว 5 แถว หน้าพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท เข้าสู่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ทางประตูกำแพงแก้วฝั่งตะวันออก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีพสกนิกรเดินทางมาจากทั่วทุกสารทิศ และทุกเพศทุกวัย มารอเพื่อถวายสักการะพระบรมศพ โดยพสกนิกรทั้งหลายยังคงอยู่ในความโศกเศร้าเสียใจ หลายคนกอดพระบรมฉายาลักษณ์ไว้แนบอกตลอดเวลา และเมื่อได้เข้ากราบถวายสักการะพระบรมศพแล้ว สำนักพระราชวังแจกภาพพระบรมโกศพระบรมศพ พิมพ์ 4 สี่ ขนาด 5 คูณ 7 นิ้ว ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานแก่พสกนิกรทุกคน ให้แก่ผู้ที่เข้ากราบถวายสักการะพระบรมศพเก็บไว้เป็นที่ระลึก
นอกจากนี้ ประชาชนที่มาถวายสักการะพระบรมศพจะได้รับข้าวเปลือกบรรจุถุงพอเพียง เพื่อเป็นของที่ระลึก โดยรัฐบาลได้จัดทำข้าวเปลือกบรรจุถุงพอเพียง แจกประชาชนเพื่อย้ำเตือนให้รำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและหลักปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานเป็นแนวทางในการดำรงชีวิตของคนไทย ซึ่งพระองค์ให้ความสำคัญกับการปลูกข้าว และพัฒนาข้าวเพราะข้าวคือชีวิตของชาวไทย ซึ่งคำว่า พอเพียง มีความหมายว่า พยายามย้ำเตือนให้คนไทยรำลึกถึงพระองค์ท่าน ที่ทรงสอนให้มีความพอดี พอมีพอใช้
ต่อมาเวลา 11.00 น. ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล เสด็จเป็นประธานถวายภัตตาหารเพล แด่พระพิธีธรรมจากวัดสุทัศเทพาวนาราม และวัดระฆังโฆษิตารามวรมหาวิหาร
ด้านสองพี่น้องจาก จ.พัทลุง น.ส.กนกวรรณ จันหวดี อายุ 18 ปี นักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนหานโพธิ์พิทยาคม จ.พัทลุง และพี่สาว น.ส.ปิยะนุช จันหวดี อายุ 23 ปี นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เปิดเผยว่า ทราบว่าสำนักพระราชวังเปิดให้เข้ากราบสักการะพระบรมศพ แต่ไม่คิดว่าจะได้กราบใกล้มากขนาดนั้น ได้หยุดมองพระบรมโกศ นับว่าเป็นบุญของพวกเราที่อยู่ในต่างจังหวัดห่างไกล โดยมารดาที่อยู่ จ.พัทลุง ก็อยากจะมากราบสักการะพระบรมศพมาก แต่ไม่สบายเดินทางมาไม่ได้
น.ส.กนกวรรณ กล่าวว่า พวกเราเกิดมาก็เห็นพระองค์ท่านทรงงานแล้ว เสด็จฯไปในทุกที่ที่มีราษฏรของพระองค์ท่านอยู่ เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ลำบากตามถิ่นทุรกันดาร ประทับใจในเรื่องของความประหยัด ที่พระองค์ทรงใช้ยาสีพระทนต์จนหมดหลอด โดยครอบครัวเราได้ดำเนินตามรอยพระองค์ท่านในด้านเศรษฐกิจพอเพียง จัดสรรพื้นที่การเกษตรด้วยการปลูกผักแบบผสมผสาน กินเอง แจกจ่าย เหลือก็นำไปขาย
ขณะที่ นางรุ่งทิพย์ เหมหาญ อายุ 41 ปี พร้อมครอบครัวประกอบด้วย ด.ญ.ชญานิศ เหมหาญ วัย 6 ขวบ นางจำเนียร ชัยลังกา อายุ 64 ปี และนางธัญญารัตน์ ปรารมภ์ วัย 37 ปี เดินทางมาจาก จ.พะเยา พร้อมคณะ 750 คน เปิดเผยว่า พอรู้ว่าจะมีการพาชาวบ้านมากราบพระบรมศพ ที่บ้านก็ตระเตรียมชุดผ้าฝ้ายพะเยาสุภาพเรียบร้อยมาใส่ ส่วนชุดของลูกสาวใช้ผ้าถุงคุณยายเอามาตัดใหม่เป็นชุดไทยเรือนต้น โดยเดินทางมาตั้งแต่เวลาห้าโมงเย็นของวันที่ 3 พ.ย. มาถึงกรุงเทพเข้าแถวรอสักการะประมาณตี 5 และไม่รู้สึกเหนื่อยเลย คงเพราะใจนึกถึงแต่จะมาหาพระองค์ท่านให้ได้ พอได้เข้าไปด้านในพระที่นั่ง รู้สึกทั้งเศร้า และตื่นตันในพระมหากรุณาธิคุณของพระบรมวงศานุวงศ์ ที่เปิดโอกาสให้พสกนิกรคนธรรมดาได้เข้าไปกราบสักการะในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้ใกล้ชิดขนาดนี้
นางรุ่งทิพย์ กล่าวด้วยว่า ลูกสาวยังเล็กมากเขาอาจยังไม่รู้ว่าในหลวงองค์นี้ทำอะไรให้เราบ้าง แต่บอกเขาตลอดตั้งแต่จำความได้ว่าคนในรูปนี้คือพระเจ้าอยู่หัวนะ เขาจะคอยถามว่าในหลวงอยู่ที่ไหน วันนี้พามาเขาก็ถามว่าพระองค์อยู่ที่ไหน เราชี้บอกว่าตอนนี้ท่านอยู่ในนี้นะ ในพระบรมโกศ และชี้มาที่หัวใจเราว่าท่านก็อยู่ในนี้ด้วย อย่างน้อยลูกก็ได้รู้ว่าตัวเองเกิดในรัชกาลที่ 9 ในอนาคตจะพยายามเล่าเรื่องราวของพระองค์ท่านให้ลูกเข้าใจ ปฏิบัติตนอย่างพอเพียงเป็นตัวอย่างเพื่อให้ลูกนำไปปฏิบัติใช้ต่อไป
น.ส.กาญจนา ปรีดานนท์ อายุ 65 ปี วิทยากรชมรมลูกเสือชาวบ้าน จ.ฉะเชิงเทรา กล่าวด้วยความตื้นตันใจว่า ไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้มีโอกาสมากราบสักการะพระบรมศพ เนื่องจากอยู่ต่างจังหวัด จึงติดตามการถ่ายทอดสดงานพระราชพิธีสวดพระอภิธรรมพระบรมศพทางโทรทัศน์โดยตลอด แต่เมื่อทางศูนย์ปฏิบัติการลูกเสื้อชาวบ้าน ในพระบรมราชานุเคราะห์ ได้จัดคิวให้ชมรมลูกเสือชาวบ้าน จ.ฉะเชิงเทรา จำนวน 100 คน ได้มีโอกาสมาสักการะพระบรมศพ เบื้องหน้าพระบรมโกศ ซึ่งตนได้รับโอกาสให้เป็น 1 ใน 100 คน ก็รู้สึกตื้นตันใจที่สุดในชีวิตแล้ว ถึงแม้ว่าอากาศจะร้อนไปบ้าง แต่ก็รู้สึกเหน็ดเหนื่อยแต่อย่างใด เพราะความจงรักภักดีที่มีต่อพระองค์ท่าน ซึ่งหากมีโอกาสได้มาอีกก็คงจะมาเรื่อยๆ เนื่องจากรู้สึกว่าอยากใกล้ชิดกับพระองค์ให้นานที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้
“ดิฉันเป็นลูกเสือชาวบ้าน ตั้งแต่ประมาณปี 2517 ซึ่งเป็นรุ่นแรกๆของการก่อตั้งชมรมลูกเสือชาวบ้าน โดยตลอดช่วงชีวิตนี้ได้เคยมีโอกาสเข้าเฝ้าฯ พระองค์ท่านในพิธีการรับมอบผ้าพันคอ วอกเกิล และธงลูกเสือชาวบ้าน ประมาณ 20 ปีที่แล้ว ซึ่งพระองค์ท่านยังมีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงอยู่ โดยพระราชกรณียกิจของพระองค์ในการรับศูนย์ปฏิบัติการลูกเสือชาวบ้าน ไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์นั้น ก็ถือเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความเป็นปึกแผ่นของประเทศ แก้ไขปัญหาความแตกแยกของคนในชาติ จากปัญหาภัยคอมมิวนิสต์ การสร้างความเข้มแข็งของคนในชุมชน การสร้างความรักความสามัคคีของคนตั้งแต่ระดับชุมชน ถึงระดับชาติ การสร้างความรักถิ่นฐานบ้านเกิด รวมถึงการฝึกอบรมอาชีพเสริมให้แก่ชาวบ้าน ซี่งนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้” น.ส.กาญจนา กล่าว







