ออกหมายจับ ‘เสี่ยโจ้’ พร้อมพวก คดีเรือขนน้ำมันเถื่อน ตร.เร่งออกหมายแดง ลั่นขอให้มามอบตัว เผยยังไม่พบเจ้าหน้าที่รัฐเอี่ยว
เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 19 ก.ค. 2567 ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง จเรตำรวจแห่งชาติ (จตช.) ในฐานะผู้อำนวยการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. พล.ต.ต.มนตรี เทศขัน ผบก.ป. พล.ต.ต.ประสงค์ เฉลิมพันธ์ ผบก.ปปป. พล.ต.ต.พุฒิเดช บุญกระพือ ผบก.ปอศ. พ.ต.อ.พรศักดิ์ เลารุจิราลัย รรท.ผบก.รน. พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ รอง ผบก.ป. ร่วมแถลงความคืบหน้าคดีขโมยเรือน้ำมันเถื่อนของกลาง เครือข่ายเสี่ยโจ้
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้ขอออกหมายจับผู้ต้องหาเพิ่มเติม 3 ราย คือนายสหชัย เจียรเสริมสิน หรือ เสี่ยโจ้ ปัตตานี นายสมเกียรติ จิรณรงค์พัฒน์ และนายสำเริง อินทชัย ความผิดฐาน “ร่วมกันเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานร่วมกันเอาไปเสียซึ่งทรัพย์สินอันเจ้าพนักงานได้ยึดรักษาไว้เพื่อเป็นหลักฐานฯ”
นอกจากนี้ได้เชิญตัว น.ส.อนันตญา ขันเอียด และนายนรินทร ร่มเกตุ มาแจ้งข้อกล่าวหา ในความผิดเดียวกันด้วย พร้อมกันนี้เจ้าหน้าที่ยังเข้าตรวจค้นเป้าหมาย 13 จุดใน จ.สมุทรปราการ 1 จุด, สมุทรสาคร 2 จุด, เพชรบุรี 2 จุด, สงขลา 2 จุด และปัตตานี 6 จุด
พ.ต.อ.เอนก กล่าวว่า เมื่อวันที่ 19 มี.ค. 2567 ตำรวจกองปราบ ร่วมกับตำรวจน้ำ, กรมสรรพสามมิตร และกรมเจ้าท่า เข้าจับกุมเรือน้ำมันเถื่อน จำนวน 5 ลำ ผู้ต้องหา 28 คน ตรวจยึดน้ำมันเถื่อนของกลาง 325,000 ลิตร ก่อนนำไปจอดไว้ที่ท่าเทียบเรือตำรวจน้ำสัตหีบ จ.ชลบุรี ต่อมาปรากฏว่าเรือของกลางหายไป 3 ลำ ทราบว่ามีผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด 15 คน เป็นลูกเรือหรือกลุ่มผู้ต้องหาเดิม 14 ราย ส่วนอีกรายเป็นคนนอก ก่อนติดตามนำเรือของกลางกลับคืนมาได้ทั้งหมด พร้อมจับกุมลูกเรือได้ 8 คน
พ.ต.อ.เอนก กล่าวต่อว่า จากแนวทางการสืบสวนพบว่า เมื่อช่วงต้นเดือน พ.ค. นายสมเกียรติ พร้อมด้วยนายสำเริง ได้นัดหมายไต้ก๋งเรือให้มาพบกันที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งในอ.สัตหีบ เพื่อเตรียมวางแผนขโมยเรือ โดยนำวิทยุสื่อสาร กับ เครื่องมือนำทาง GPS มามอบให้กับไต๋เรือ ทั้ง 3 ลำไว้ เนื่องจากของเดิมถูกยึดไปแล้ว พร้อมสั่งให้จัดเตรียมอาหารและน้ำดื่มไว้เป็นเสบียงระหว่างหลบหนีด้วย
พ.ต.อ.เอนก กล่าวอีกว่า พอมาวันที่ 11 มิ.ย. มีประกาศเตือนว่าจะมีฝนฟ้าคะนอง คลื่นสูง 1-2 เมตร ตำรวจน้ำต้องนำเรือออกไปจอดห่างจากฝั่งประมาณ 100 เมตร กลุ่มผู้ต้องหาจึงฉวยโอกาสดังกล่าวนำเรือหลบหนีไป โดยเราพบพยานหลักฐานเชื่อมโยงไปถึงตัวผู้สั่งการคือ นายสหชัย หรือ เสี่ยโจ้ ปัตตานี นายสมเกียรติ และนายสำเริง จึงขออำนาจศาลออกหมายจับผู้ต้องหาทั้ง 3 ซึ่งยังหลบหนีอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน ส่วน น.ส.อนันตญา และนายนรินทร นั้น เป็นคนรับโอนเงินจากกลุ่มผู้สั่งการ จึงถูกดำเนินคดีด้วย
ด้าน พล.ต.ท.จิรภพ กล่าวว่า นอกจากออกหมายจับเสี่ยโจ้และพวกไปแล้ว ยังมีนางลดาวรรณ (นามสกุล-ธนูสังข์) เสมียนบัญชี ซึ่งเป็นผู้ต้องหาสำคัญอีกรายที่เกิดไหวตัวทันชิงหลบหนีออกนอกประเทศไปก่อน พนักงานสอบสวนเร่งรวบรวมหลักฐานขอศาลออกหมายจับเพิ่มเติมด้วย
พล.ต.ท.จิรภพ กล่าวอีกว่า จากข้อมูลมีอยู่ในขณะนี้ยังไม่พบว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย แต่ยืนยันว่าถ้าพบว่าใครมีส่วนเกี่ยวข้องก็จะต้องถูกดำเนินคดีแน่นอน โดยไม่มีข้อยกเว้น ส่วนเรือน้ำมันเถื่อนของกลางทั้ง 3 ลำนั้น ลำแรกเจ้าของเรือก็คือนายสหชัย ส่วนอีก 2 ลำที่เหลือนั้นเป็นของนายหนุ่ม เพชรบุรี ซึ่งเรียกตัวให้มาพบแล้ว แต่เจ้าตัวบอกว่า ป่วยเป็นโควิด จึงขอเลื่อนไปก่อน ส่วนความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมด ทางเจ้าหน้าที่ศุลกากรได้ประเมินมูลค่าน้ำมันเถื่อนของกลางมาแล้วว่าอยู่ที่ประมาณ 9 ล้านบาท
พล.ต.อ.ไกรบุญ กล่าวว่า ยืนยันว่าคดีนี้มีพยานหลักฐานค่อนข้างชัดเจนว่า ตัวการหลักคือ นายสหชัย หรือเสี่ยโจ้ ที่เป็นเหมือนนายทุนสั่งการลงมาที่ลูกน้อง แบ่งหน้าที่กันเป็นขบวนการ เราจึงขออำนาจศาลออกหมายจับและหมายค้น ซึ่งเจอพยานหลักฐานเพิ่มเติมมากมาย
พล.ต.อ.ไกรบุญ กล่าวต่อว่า ส่วนการติดตามตัวไม่น่ากังวล และขอให้มั่นใจว่าสามารถติดตามตัวมาดำเนินคดีได้อย่างแน่นอน หลังจากนี้จะเร่งออกหมายแดง ทั้งนี้อยากฝากบอกไปยังเจ้าตัวด้วยว่าขอให้รีบมามอบตัว มาสู้คดีกันดีกว่า ถ้าคิดว่าตัวเองถูกกลั่นแกล้งก็เอาหลักฐานมาสู้คดีกันในชั้นศาล
