เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 11 พ.ย. ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล ทรงเป็นประธานบำเพ็ญพระกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อย หน้าพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งดำเนินเป็นวันที่ 29 ทรงกราบหน้าพระโกศพระบรมศพ หลังจากนั้นทรงจุดธูปเทียนบูชาพระพุทธรูปประจำพระชนมวาร ที่หน้าพระแท่นพระนพปฎลมหาเศวตฉัตร จากนั้นถวายภัตตาหารเช้าแด่พระพิธีธรรม 8 รูป จากวัดอนงคารามวรวิหาร และวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร ที่สวดพระอภิธรรมมาตั้งแต่ค่ำวันที่ 10 พ.ย.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เป็นวันที่ 14 ที่มีพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนเข้าถวายสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เบื้องหน้าพระบรมโกศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ได้ตั้งแต่เวลา 08.00-21.00 น. (ยกเว้นช่วงมีพระราชพิธีบนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท)
โดยในช่วงเช้ามืดมีประชาชนจากทั่วทุกสารทิศ เดินทางมาเฝ้ารอต่อคิวเพื่อเข้าสักการะพระบรมศพ ในวันนี้เจ้าหน้าที่เปิดให้ประชาชนเข้าทางประตูวิเศษไชยศรีอย่างเป็นระเบียบ ในเวลา 05.00 น. จากนั้นได้เปลี่ยนทางเข้าเป็นทางประตูมณีนพรัตน์ ถนนหน้าพระลาน ในเวลา 08.30 น. เพื่อเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมวัดพระศรีรัตนศาสดารามเข้าทางประตูวิเศษไชยศรี โดยพสกนิกรที่มากราบสักการะพระบรมศพมีทั้งมาแบบหมู่คณะ แบบเป็นครอบครัว โดยทุกคนต่างสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงทำให้คนไทยอยู่ดีกินดี
พสกนิกรทุกคนต่างยังคงอยู่ในความโศกเศร้าเสียใจที่ในวันนี้จะไม่มีในหลวงอีกแล้ว หลายคนกอดพระบรมฉายาลักษณ์ที่นำมาจากบ้านไว้แนบอกตลอดเวลา และเมื่อได้เข้ากราบถวายสักการะพระบรมศพแล้ว สำนักพระราชวังแจกภาพพระบรมโกศพระบรมศพ พิมพ์ 4 สี ขนาด 5 คูณ 7 นิ้ว ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานแก่พสกนิกรทุกคนเก็บไว้เป็นที่ระลึก บางคนจะนำไปใส่กรอบเก็บขึ้นหิ้งบูชา
เวลา 07.30 น. สำนักพระราชวังสรุปยอดรวมประชาชน ที่เดินทางมาสักการะพระบรมศพ เมื่อวันที่ 10 พ.ย. ที่ผ่านมา หลังสำนักพระราชวัง ปิดไม่ไห้ประชาชนเข้าพระบรมมหาราชวัง เพื่อขึ้นกราบสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในเวลา 21.00 น. ว่ามีจำนวนทั้งสิ้น 30,476 คน รวม 13 วันมี 376,326 คน และมีประชาชนถวายเงินเพื่อร่วมบำเพ็ญพระราชกุศลเป็นเงิน 2,807,983.50 บาท รวม 13 วัน เป็นเงินทั้งสิ้น 24,368,215 บาท
นายวีรายุทธ วชิราพิภพ อายุ 48 ปี ชาวอินเดีย ที่เดินทางมาพร้อมด้วยภรรยาชาวอินเดีย นางนวลีน กอร์ อายุ 44 ปี ประกอบอาชีพค้าขายที่เทศบาลเมืองพัทยา อ.บางละมุง จ.ชลบุรี เปิดเผยทั้งน้ำตาว่า ครอบครัวเป็นคนอินเดีย ที่มาอยู่อาศัยที่ประเทศไทยมาตั้งแต่สมัยคุณปู่ การที่เดินทางสักการะระในวันนี้ เป็นความรู้สึกที่อยากจะมา เหมือนเราเสียพ่อไปคนหนึ่ง โดยตนร้องไห้ทุกวันตั้งแต่วันที่ทราบว่าพระองค์สวรรคต
นายวีรายุทธ กล่าวด้วยว่า ตนเกิดมาก็เห็นในหลวง ร.9 ทรงงานมาตลอด จำได้ว่าตั้งแต่เด็กไปโรงหนังจะมีเพลงสรรเสริญพระบารมี และตนก็จะร้องไห้ในทุกครั้ง เพราะรู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ มีบุญที่ได้อยู่บนผืนแผ่นดินนี้ ครอบครัวตั้งแต่ปู่ ย่า ตา ยาย อยู่อย่างสุขสบาย จนเรารู้สึกว่าเราเป็นคนไทย แม้ว่าหน้าตาและผิวพรรณจะไม่ใช่ก็ตาม อยากให้บอกคนไทยว่าโชคดีมากๆ ที่ได้เกิดมาใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร ส่วนตัวมีภาพความทรงจำที่ประทับใจในการเสร็จไปเยี่ยมราษฏรในพื้นที่ต่างๆ ชอบรอยพระสรวล และแววพระเนตรที่ทรงมีพระเมตตา ถ้าแลกชีวิตกับทั้งตระกูลเพื่อให้พระองค์ท่านกลับมาก็ยอม ไม่อยากให้พระองค์ท่านไปไหน
ขณะที่คณะครูโรงเรียนการศึกษาคนตาบอดและคนตาบอดพิการซ้ำซ้อนลพบุรี สังกัดมูลนิธิธรรมิกชนเพื่อคนตาบอดในประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ สาขาจังหวัดลพบุรี พาตัวแทนนักเรียนผู้พิการทางสายตาจำนวน 7 คน พร้อมกับคณะบุคลากรอีก 7 คน เข้ากราบสักการะพระบรมศพ
น.ส.อิสรีย์ วงศ์ทอง ผู้จัดการโรงเรียนฯ เปิดเผยด้วยน้ำเสียงตื้นตันใจ หลังลงจากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทว่า เราทุกคนสำนักในพระมหากรุณาธิคุณ ต่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงเมตตาและให้โอกาสผู้พิการทางสายตา ครั้งนี้จึงพร้อมใจกันมาตั้งแต่เวลา 02.00 น. ทุกคนได้รับโอกาสจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และแนวพระราชดำริต่างๆ ในการดำเนินชีวิต โดยเฉพาะหลักเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งโรงเรียนเองก็น้อมนำเอามาปฏิบัติด้วยการจัดทำสวนเกษตรพอเพียงในโรงรียนให้เด็กๆ ได้มีส่วนร่วมและเรียนรู้ เพื่อว่าเมื่อเด็กๆ เหล่านี้กลับไปอยู่บ้าน หรืออยู่ในชุมชนของตัวเอง จะได้นำเอาหลักดังกล่าวไปใช้ในการดำเนินชีวิตต่อไปตามที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงสอนเอาไว้
น.ส.เพชรไพรินทร์ ลักษณะพอ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 หนึ่งในตัวแทนนักเรียนผู้พิการทางสายตา กล่าวว่า ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยมีโอกาสได้เฝ้ารับเสด็จฯ แต่พอทราบว่าพระองค์เสด็จสวรรคตก็รู้สึกเสียใจมาก ที่พระองค์ท่านทรงจากพวกเราไปแล้ว
“หนูอยากร้องไห้แต่ร้องไม่ออก ได้แต่ระบายความรู้สึกออกมาผ่านการร้องเพลง และถึงจะมองไม่เห็นว่าพระองค์ทรงงานอะไรบ้าง แต่ก็รับรู้ผ่านการฟังมาโดยตลอดว่า ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงทำงานหนักมาถึง 70 ปี ทั้งลุยน้ำลุยโคลน เพื่อให้ประชาชนคนไทยมีชีวิตที่ดีขึ้น และแม้ว่าครั้งนี้จะเป็นการเดินทางถวายสักการะพระบรมศพในหลวง ร.9 เป็นครั้งแรกในชีวิต ก็ยอมรับว่าตื้นตันใจมาก ตอนที่กราบพระบรมศพพระองค์ท่านนั้น ตนเองได้พูดในใจว่า ถึงพระองค์จะจากพวกเราไปแล้ว แต่ท่านก็จะอยู่ในใจหนูและประชาชนคนไทยทุกคนไปตลอดกาล” น.ส.เพชรไพรินทร์ กล่าวด้วยความตื้นตัน






