ศูนย์น้ำท่วม เตือน 19 จังหวัด เฝ้าระวังปริมาณน้ำ ฝนตกหนัก จับตาแม่น้ำยม-เจ้าพระยา ที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ทำให้พื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันได้รับผลกระทบ
เมื่อวันที่ 7 ต.ค.67 กรมอุตุนิยมวิทยา รายงานสภาพอากาศ ในช่วงวันที่ 8 – 13 ต.ค.67 บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นที่ปกคลุมประเทศไทยตอนบนและทะเลจีนใต้เริ่มมีกำลังอ่อนลง ส่งผลทำให้มีลมฝ่ายตะวันออกพัดปกคลุมอ่าวไทยและประเทศไทย รวมทั้งร่องมรสุมจะเลื่อนขึ้นมาพาดผ่านภาคกลางตอนล่าง ภาคตะวันออก และภาคใต้ตอนบน
ขณะที่มรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุมทะเลอันดามันตอนล่าง และภาคใต้ตอนล่าง ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยตอนบนจะมีฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักบางแห่งในภาคกลางตอนล่าง รวมทั้งกรุงเทพฯ และปริมณฑล และภาคตะวันออก โดยมีฝนตกหนักมากบางพื้นที่ในภาคใต้ สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยมีกำลังอ่อน โดยมีคลื่นต่ำกว่า 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร
ขณะที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์ปฏิบัติการสถานการณ์น้ำท่วม “อว เพื่อประชาชน” ร่วมกับ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) รายงานพื้นที่เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำล่วงหน้า 72 ชั่วโมง
โดยมีจังหวัดที่ต้องเฝ้าระวังจากฝนตกหนัก และปริมาณน้ำสะสมในพื้นที่ 19 จังหวัด แบ่งเป็น
- ภาคเหนือ 6 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ ตาก พะเยา พิษณุโลก เพชรบูรณ์ ลำปาง
- ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 7 จังหวัด ได้แก่ กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ นครราชสีมา ร้อยเอ็ด สกลนคร อุดรธานี
- ภาคกลาง 6 จังหวัด ได้แก่ ชัยนาท นครปฐม พระนครศรีอยุธยา สมุทรปราการ สุพรรณบุรี อุทัยธานี
โดยให้เฝ้าระวัง ระดับน้ำแม่น้ำปิง และลำน้ำสาขา บริเวณอำเภอแม่แตง อำเภอแม่ริม อำเภอเมืองเชียงใหม่ อำเภอสันป่าตอง อำเภอจอมทอง และอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ เริ่มมีแนวโน้มลดลงแล้ว แต่ยังคงมีระดับน้ำสูงกว่าระดับตลิ่ง และยังเกิดน้ำท่วมขังในพื้นที่เขตเมือง จากปริมาณฝนที่ตกสะสมอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา
ขณะที่ระดับน้ำแม่น้ำยม บริเวณ จ.พิษณุโลก โดยเฉพาะอ.บางระกำ ที่ยังคงล้นตลิ่งในบางพื้นที่ จากปริมาณฝนที่ตกสะสมในช่วงที่ผ่านมา
ในส่วนของระดับน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณจ.ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ และแม่น้ำท่าจีน บริเวณจ.สุพรรณบุรี นครปฐม ที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทำให้พื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำและลำน้ำสาขาได้รับผลกระทบ
โดยสามารถติดตามสถานการณ์เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.thaiwater.net และแอปพลิเคชัน ThaiWater
