ทนายเยี่ยม บอสพอล อัพเดตปม ‘เคนโด้’ เผยมีผู้เสียหายเตี๊ยมคำให้การ แพตเทิร์นจากมูลนิธิดัง แนะทุกบอส แกล้งตาย รอวันเอาคืน แจงปม ตร.รีดเงิน 9 ล้านจากเมียหนึ่งในบอส ยันไม่มีความจริง

เมื่อเวลา 15.00 น.วันที่ 30 ต.ค.67 นายวิฑูรย์ เก่งงาน ทนายความส่วนตัว นายวรัตน์พล วรัทย์วรกุล หรือบอสพอล เปิดเผยว่า วันนี้ตนเข้าเยี่ยมบอสพอลเพื่ออัพเดตเรื่องงาน และกรณีของ เคนโด้ หรือ นายเกรียงไกรมาศ พจนสุนทร พิธีกรชื่อดัง ซึ่งจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่ารับรายได้เหมือนกับคุณกันต์ กันตถาวร และไม่ได้เป็นพนักงานบริษัท

สำหรับผู้ที่เข้ามาแจ้งความกับบริษัท ดิไอคอน กรุ๊ป มีประมาณ 9,200 ราย ซึ่งตนพบหลักฐานในการเตี๊ยมแจ้งความและนัดแนะการให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ไปในทิศทางเดียวกัน อาทิ ชี้นำให้แม่ทีมออกมาให้ปากคำเพื่อแจ้งเอาผิดบริษัทเรื่องการโฆษณาชวนเชื่อเกินจริง, เอาทรัพย์สินมาเป็นตัวล่อเพื่อโน้มน้าวการตัดสินใจ หากเปิดดีลเลอร์จะได้ของมีมูลค่าจนตัดสินใจเปิดบิลเพราะเชื่อมั่นบอสพอล

บังคับให้เปิดระบบดีลเลอร์, สร้างรายได้บริษัทไม่เคยแจ้งค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม และสุดท้ายยิงแอดหาคนเพิ่มทีม ซึ่งหลักฐานที่พบตนเป็นแชทข้อความจากมูลนิธิแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นแพตเทิร์นในทำนองการทำงานของทนายความชื่อดังท่านหนึ่ง เพื่อให้ผู้เสียหายแจ้งความไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งนี้ตัวแทนท่านใดที่เคยให้ปากคำไว้ก่อนหน้านี้ในทำนองดังกล่าว หากไม่เป็นความจริงควรแก้ไขให้ถูกต้อง

นายวิฑูรย์ กล่าวต่อว่า อยากแนะนำว่า ผู้ใดก็ตามที่เคยให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนในลักษณะแพตเทิร์นที่ได้มาจากทนายความสำนักดังกล่าว ขอให้ไปดำเนินการติดต่อพนักงานสอบสวนทุกท้องที่เพื่อแก้ไขคำให้การ หรือจะถอนแจ้งความก็ได้ มิเช่นนั้น อาจจะเข้าข่ายความผิดฐานแจ้งความเท็จ โดยตนยืนยันว่า ไม่ใช่เป็นการข่มขู่ แต่เป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายและตนจะกระทำจริง

พร้อมทั้งยกฎีกาตัวอย่างในคำพิพากษาฎีกาที่ 6969/2555 ซึ่งตัดสินเอาไว้ว่า ในคดีฉ้อโกงนั้นผู้ที่ต้องรับผิดจะเป็นบรรดาแม่ข่ายหรือตัวแทนบริษัทไม่ได้มีความผิดแต่อย่างใด และยืนยันว่าบริษัทฯ จำหน่ายสินค้าที่ได้มาตรฐานและไม่มีลักษณะเป็นแชร์ลูกโซ่แต่อย่างใด ตอนนี้เท่าที่ตนทราบ พบว่ามีแม่ข่ายเตรียมถอนแจ้งความแล้วประมาณร้อยกว่าราย ทราบเหตุผลว่าพวกเขาเข้าใจผิดคิดว่าเป็นคดีอาญา ทั้งที่ความจริงแล้วเป็นเรื่องของทางแพ่ง โดยตนก็เตรียมที่จะดึงกลุ่มคนเหล่านี้มาเป็นพยานด้วยเช่นเดียวกัน

นายวิฑูรย์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ทีมทนายความสามารถเข้าถึงระบบหลังบ้านได้แล้ว โดยพบว่ามีตัวแทนของ ดิไอคอน มากถึง 280,000 กว่าราย แต่เบื้องต้นทีมทนายความสามารถรวบรวมตัวแทนที่สมัครใจจะมาเป็นพยานให้กับฝั่งผู้ต้องหาได้แล้วกว่า 2,000 ราย ซึ่งบุคคลเหล่านี้คือตัวแทนที่สามารถทำยอดขายได้จริง และสามารถมายืนยันในคดีได้ว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นเกิดจากการขายของไม่ได้เอง ไม่ได้เกิดจากการฉ้อโกง โดยหากคดีนี้ ดีเอสไอ รับเป็นคดีพิเศษเมื่อไหร่ ตนก็เตรียมจะประสานนำพยานทั้ง 2 พันกว่ารายนี้ทยอยเข้าให้ปากคำทันที

สำหรับการเข้าเยี่ยมบอสพอลในวันนี้ พบว่าทางเรือนจำยังไม่ได้แยกแดนผู้ต้องขัง โดยบอสพอลยังมีอาการปกติ ไม่ได้มีความเครียดกังวล และรู้สึกปลอดภัยกว่าอยู่ข้างนอก ส่วนที่ต้องมาเยี่ยมทุกวันเพื่อเป็นการพูดคุยแนวทางการต่อสู้คดี เนื่องจากตอนนี้ทนายความของผู้ต้องขังทุกคนได้รวมเป็นทีมเดียวกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยใช้กำแพงเรือนจำเป็นฐานต่อสู้คดี

ซึ่งผู้ต้องขังทุกคนรวมทั้งบอสดารานั้น ยังไม่แสดงความประสงค์ที่จะยื่นประกันตัวในช่วงนี้ เนื่องจากกระแสสังคมในตอนนี้ที่ติดลบ หากยื่นประกันไปศาลก็ไม่พิจารณาให้ประกันตัว ส่วนออเดอร์ล่าสุดของบอสพอล ตอนนี้มีหลายออเดอร์ แต่กำลังรอความชัดเจนว่า คดีนี้จะอยู่ในมือใคร หากรู้หน่วยงานที่รับผิดชอบเป็นหลักแล้ว ก็จะเริ่มดำเนินการเคลียร์ทีละออเดอร์ ทั้งนี้ตนแนะนำกับบอสพอลและบอสทุกคนที่อยู่ในเรือนจำว่า ขอให้อดทน “อยู่ให้เป็น เย็นให้พอ รอให้ได้ แกล้งตายให้เป็น แล้วรอวันเอาคืน”

นายวิฑูรย์ กล่าวทิ้งท้ายว่า สำหรับตำรวจกองปราบเรียกรับเงิน 9 ล้านบาทจากหนึ่งในกลุ่มผู้ต้องหานั้น ข้อเท็จจริงเรื่องดังกล่าว ตนได้ฝากสอบถามไปยังผู้ต้องหาคนที่ถูกกล่าวอ้างในเรื่องนี้แล้ว และได้รับข้อมูลยืนยันตรงกันทั้งตัวผู้ต้องหาคนนั้นเองและครอบครัวผู้ต้องหาคนนั้นว่า ไม่มีตำรวจกองปราบนายไหนมาเรียกรับเงิน 9 ล้านบาท จากผู้ต้องหารายดังกล่าวเพื่อช่วยเหลือทางคดีแต่อย่างใด ถือเป็นเรื่องที่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดและสร้างความเสียหายให้แก่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางเป็นอย่างมาก ส่วนประเด็นที่นายอัจฉริยะ เข้าไปในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครเพื่อพบหนึ่งในผู้ต้องหานั้น ตนขอไม่ก้าวล่วงในเรื่องนี้ โดยให้ทางเรือนจำเป็นผู้ดำเนินการตรวจสอบเอง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน