น.1 สั่งการเด็ดขาดดำเนินคดีตำรวจ อุ้มรีดชาวจีน 300 ล้าน ไม่มีละเว้น เบื้องต้นทั้ง 9 คนยื่นประกันตัวปฎิเสธทุกข้อหา ส่วนพลเรือน 3 คนจับ 1 เร่งล่าอีก 2 คน

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 22 ต.ค.ที่ผ่านมา ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากผู้เสียหายชาวจีนได้มาพบพนักงานสอบสวนเพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีกับ ร.ต.อ.หัวหน้าชุดตรวจค้นกับพวกรวม 10 คน ในความผิดฐาน “เป็นเจ้าพนักงานร่วมกัน เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ, เป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
โดยมิชอบ” ซึ่งพนักงานสอบสวน สน.ทุ่งสองห้อง ได้รับคำร้องทุกข์ไว้ตามคดีอาญา

ต่อมาเมื่อวันที่ 23 ต.ค. พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น. ได้สั่งการให้ พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ และ พล.ต.ต.สมควร พึ่งทรัพย์ รอง ผบช.น. ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าว และสั่งการให้ทาง บก.น.2 แต่งตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนเพื่อทำการสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐาน

จากการสืบสวน และสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน พบภาพจากกล้องวงจรปิด ยืนยันว่าก่อนเกิดเหตุกลุ่มผู้ต้องหาได้นัดรวมตัวกันที่ร้านวัสดุแห่งหนึ่ง ใกล้ห้างสรรพสินค้าย่านบางนา จากนั้นได้พากันเดินทางไปยังบ้านพักผู้เสียหาย อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ โดยมีภาพจากกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งอยู่ที่บริเวณทางเข้าหมู่บ้าน ยืนยันการเดินทางเข้าไปตรวจค้นที่บ้าน

และนำตัวผู้เสียหายและบุคคลภายในบ้านที่เกิดเหตุ มาที่สถานที่ทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อทำการข่มขู่เรียกให้ผู้เสียหายโอนเงิน โดยมีภาพจากกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งอยู่ที่สถานที่ทำงานของชุดตรวจค้น เป็นหลักฐาน หลังจากที่ผู้เสียหายโอนเงินแล้ว ยังตรวจพบภาพจากกล้องวงจรปิดในเส้นทางที่เดินทางมาที่สถานที่ทำงาน ได้บันทึกภาพเอาไว้ มีบุคคลไม่ทราบชื่อ นำเงินสดใส่ในถุงสีแดง มาส่งให้กับกลุ่มผู้ต้องหา

อีกทั้งยังพบเส้นทางการเงินของผู้ต้องหา ที่เชื่อมโยงว่าหลังจากผู้ต้องหาได้รับโอนเงินจากผู้เสียหายแล้ว ได้มีการโอนให้แก่ผู้ต้องหารายอื่นบางคนด้วย โดยผู้เสียหายได้มีการโอนเงินให้กลุ่มผู้ต้องหา 3 ครั้ง เป็นเงินสกุลดิจิทัล USDT คิดเป็นเงินไทยรวมประมาณ 5,600,000 กว่าบาท

แต่ปรากฏว่าในวันที่ 28 ต.ค.ที่ผ่านมา ระหว่างการสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน ทางผู้ต้องหาซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ขอเข้าพบพนักงานสอบสวน เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา จำนวน 3 ราย พนักงานสอบสวนจึงแจ้งข้อหาให้ผู้ต้องหาทั้ง 3 คนทราบ โดยผู้ต้องหาทั้ง 3 ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ขอให้การภายหลังเป็นหนังสือเป็นเวลา 15 วัน

ต่อมาเมื่อวันที่ 29 ต.ค.ที่ผ่านมา คณะพนักงานสืบสวนสอบสวน ได้ร่วมกันไปยื่นคำร้องขอหมายจับผู้ต้องหา จำนวน 9 คน ต่อศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง โดยเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ จำนวน 6 นาย และศาลได้อนุมัติให้ออกหมายจับผู้ต้องหา ในข้อหา “เป็นเจ้าพนักงานร่วมกัน เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่ง, เป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต, ร่วมกันกรรโชก”

และประชาชน จำนวน 3 คน ในข้อหา“ร่วมกันสนับสนุนเจ้าพนักงาน เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใด ในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่,ร่วมกันสนับสนุนเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้น การปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต,ร่วมกันกรรโชก”

กระทั่งวันที่ 30 ต.ค.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ร่วมกันทำการจับกุมตัวผู้ต้องหา ตามหมายจับของ ศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง จำนวน 7 ราย โดยเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวน 6 ราย และประชาชน 1 ราย นำส่งพนักงานสอบสวน สน.ทุ่งสองห้อง ดำเนินคดีตามกฎหมาย

พนักงานสอบสวนจึงได้ทำการแจ้งข้อกล่าวหาให้ทราบ ในชั้นสอบสวนผู้ต้องหาทั้ง 7 คน ดังกล่าว ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ขอให้การภายหลังเป็นหนังสือเป็นเวลา 15 วัน โดยผู้ต้องหาได้ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว โดยมีเงินสดและที่ดินเป็นหลักประกัน และคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนได้อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวผู้ต้องหาทั้ง 7 คน ในชั้นสอบสวน

ซึ่งคดีดังกล่าวนี้ อยู่ในอำนาจของ ป.ป.ช. ซึ่งคณะพนักงานสอบสวนจะรวบรวมพยานหลักฐานส่งสำนวนการสอบสวน ให้ ป.ป.ช.ภายใน 30 วัน นับตั้งแต่รับคำร้องทุกข์ สำหรับผู้ต้องหาอีก 2 ราย ได้ให้ฝ่ายสืบสวน บก.น.2 และ บก.สส.บช.น. ติดตามตัวจับกุมตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายโดยเร็วต่อไป

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน