ทนายตั้ม แจงปมเงิน 71 ล้าน ลั่น “ผมไม่ใช่ลูกรักเจ๊อ้อยแล้ว” ยัน ไม่คิดหนีไปไหน เปิดชื่อ 2 ตัวละคร ยัน ไม่ได้ร่วมกันหลอกมาดาม เผย ข้อมูลหนังคนละม้วน

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 5 พ.ย.2567 ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ ทนายตั้ม เดินทางมาพบพนักงานสอบสวนซึ่งถือเป็นการปรากฏตัวต่อสื่อครั้งแรก ในรอบหลายวันที่ผ่านมา

นายษิทรา กล่าวว่า ต้องการที่จะรอให้ทางตำรวจติดต่อมาหาตัวเอง เพื่อให้ปากคำและก็พร้อมที่จะยินดีให้ความร่วมมือกับทางตำรวจเต็มที่ แต่ปรากฏว่าเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา มีรถตำรวจ 2-3 คัน มาดักเฝ้าบริเวณหน้าบ้าน

ทนายตั้ม แจงปมเงิน 71 ล้าน ลั่น "ผมไม่ใช่ลูกรักเจ๊อ้อยแล้ว" ยัน ไม่คิดหนีไปไหน เปิดชื่อ 2 ตัวละคร ยัน ไม่ได้ร่วมกันหลอกมาดาม เผย ข้อมูลหนังคนละม้วน

ทนายตั้ม แจงปมเงิน 71 ล้าน ลั่น “ผมไม่ใช่ลูกรักเจ๊อ้อยแล้ว” ยัน ไม่คิดหนีไปไหน เปิดชื่อ 2 ตัวละคร ยัน ไม่ได้ร่วมกันหลอกมาดาม เผย ข้อมูลหนังคนละม้วน

นายษิทรา กล่าวต่อว่า รวมทั้งทราบว่า นำพยานที่เป็นพนักงานในบริษัทและคนใกล้ชิดตัวเองไปให้ปากคำในลักษณะของการเชิญไปคุย ไม่ออกหมายเรียก ซึ่งมองว่า ตำรวจควรทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะมิเช่นนั้นอาจจะเข้าข่ายผิดกฎหมายอุ้มหายได้

นายษิทรา กล่าวอีกว่า แต่ในเมื่อมีตำรวจตามมาดักเฝ้าถึงขนาดนี้ วันนี้จึงตัดสินใจเดินทางเข้ามาให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนด้วยตนเอง โดยยังไม่ออกหมายเรียก ยอมรับก่อนหน้านี้เคยทำหนังสือร้องขอไปถึงพนักงานสอบสวนว่า ให้แยกสอบพยานและผู้กล่าวหา เพราะเกรงว่าจะมีการเตี๊ยมข้อมูลกัน

ทนายตั้ม กล่าวว่า ส่วนเรื่องคดี 71 ล้านบาท ตนขอชี้แจงยืนยันว่าข้อมูลเป็นไปตามที่ได้เคยให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนทุกประการ และก็มีพยานหลักฐานที่ครบถ้วน มองว่าสาเหตุของเรื่องราวทั้งหมด มาจากที่ตัวเองไม่ใช่ลูกรักของเจ๊อ้อยอีกแล้ว

ส่วนเหตุผลในการให้เงินจำนวนดังกล่าวเกิดจากสิ่งใด ทนายตั้ม ย้ำแค่คำตอบเดียวว่า เป็นไปตามที่ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนก่อนหน้านี้ ที่บอกว่าให้โดยเสน่หานั้นเป็นการพูดตามภาษากฎหมาย นั่นหมายความว่า เป็นการให้โดยที่ไม่มีข้อผูกมัด โดยตนพร้อมที่จะพิสูจน์ข้อเท็จจริงในกระบวนการยุติธรรม

นายษิทรา กล่าวด้วยว่า ส่วนกรณีเงิน 39 ล้านบาทนั้น ยืนยันตัวเองและคนที่ชื่อ “นุ” กับ “สา” ไม่ได้มาร่วมกันหลอกลวงมาดามอ้อย และข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามสื่อมวลชน เป็นหนังคนละม้วนกัน ซึ่งไม่รู้ว่า เป็นสิ่งที่เจ๊อ้อยให้ข่าวเอง หรือสื่อมวลชนได้ข้อมูลจากไหน

ทนายตั้ม ชี้แจงว่า เป็นเพราะเจ๊อ้อยอ้างว่าได้พูดคุยผ่าน IG กับดาราจีนคนดังกล่าวและคิดว่าเป็นบัญชีแอคเคาท์ดาราจีนจริง ๆ จึงเสนอที่จะขอจ้างดาราจีนคนนี้มาออกงาน ได้ติดต่อผ่านมายังตัวเอง จึงได้นำนุและสา ซึ่งเป็นรุ่นน้องที่สนิทกันและเชี่ยวชาญเรื่องเงินบิตคอยน์มาช่วยเหลือ

นายษิทรา กล่าวว่า เพราะเนื่องจากบัญชีแอคเคาท์ดาราคนดังกล่าวอ้างว่า หากจะจ้างต้องจ่ายเป็นเงินบิตคอยน์ เจ๊อ้อยจึงเป็นคนประสานงานกับทั้งสองคนและจ่ายเงินเป็นค่าจ้างเองถึง 2 ครั้ง

โดยครั้งแรกอ้างว่าโอนไปแล้วเงินมีปัญหา และครั้งที่ 2 พบว่าต้องเข้าบัญชีของบอดี้การ์ด เลยทำให้เริ่มเอะใจ ถึงได้ดำเนินการตรวจสอบกับคนจีนที่ชื่อ “หลิว” ผ่านผู้จัดการดาราชื่อดัง พบว่าบัญชีแอคเคาท์ที่เจ๊อ้อยติดต่อนั้น เป็นบัญชีสแกมเมอร์ไม่ใช่ดาราคนจีนคนดังกล่าวจริง ๆ

ทนายตั้ม อ้างว่า ได้เตือนเจ๊อ้อยเรื่องนี้ไปแล้ว แต่เจ๊อ้อยไม่สนใจและยังโอนเงินไปอีก 5 ล้านบาท ซึ่งเจ๊อ้อยบอกกับตนว่า เงินของเขา จะจ่ายให้ใครก็ได้

นายษิทรา กล่าวว่า ส่วนเรื่องรถเบนซ์ อยากให้ทุกคนไปตรวจสอบว่า รถรุ่น G-class G400 ตามที่ปรากฏในข่าว ราคาเพียงแค่ 8-9 ล้านบาทจริงหรือไม่ ย้ำว่า รถคันดังกล่าว ชื่อจดทะเบียนรถคือชื่อของเจ๊อ้อย ไม่ใช่ชื่อไฟแนนซ์ตามที่ปรากฏในข่าว และ ก็ครอบครองเพียงไม่กี่เดือนก่อนจะส่งมอบ ไม่เคยนำรถคันดังกล่าวไปให้จีนเทายืมตามที่มีข่าวลือ

นายษิทรา กล่าวต่อว่า รวมทั้งกรณีที่พัทยานั้น ได้เดินทางไปกับเจ๊อ้อยและเลขาของเจ๊อ้อยพร้อมด้วยภรรยาตนเอง ซึ่งตนเป็นคนขับรถให้ ไม่ได้ขับรถไปรับจีนเทาตามที่มีกระแสข่าวลือ

ทนายตั้ม ยืนยันว่า ไม่คิดที่จะหนีไปไหน และยืนยันความบริสุทธิ์ของตัวเอง พร้อมที่จะต่อสู้คดี และไม่รู้ว่าคดีดังกล่าวจะรับสารภาพไปเพื่ออะไร เพราะไม่ได้ฉ้อโกงใคร งานทุกอย่างที่ได้รับการมอบหมายตนก็ส่งมอบงานให้ทั้งหมด

นายษิทรา กล่าวอีกว่า ส่วนที่มีกระแสข่าวลือก่อนหน้านี้ว่า หลบหนีไปต่างประเทศนั้น ย้ำว่าไม่เป็นความจริง พร้อมทั้งฝากถึงผู้ประกาศข่าวสถานีโทรทัศน์ช่องดังแห่งหนึ่งว่า เลิกตามมาคุกคามได้แล้ว

ส่วนกรณีที่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ออกมาเปิดโปงอย่างต่อเนื่องนั้น ทนายตั้ม ระบุว่า ไม่มีอะไรจะฝากถึงนายสนธิ อยากจะเปิดอะไรก็จัดมาเลย ส่วนจะมีการฟ้องดำเนินคดีกลับหรือไม่ ทนายตั้ม กล่าวว่า ขอให้รอดูกันต่อไป

นอกจากนี้ ทนายตั้มยังกล่าวอีกว่า ตอนนี้ไม่พร้อมที่จะพบกับเจ๊อ้อยในช่วงเวลานี้ เพราะเชื่อว่าพบไปพูดอะไรก็คงไม่ฟัง อีกอย่างหนึ่งคือ ตอนนี้เจ๊อ้อยมีคนรอบตัวเยอะ คงเข้าถึงได้ยาก ส่วนประเด็นที่นำมาสู่ความขัดแย้งนั้น มองว่าเป็นเพราะเรื่องของการแย่งความรักกันกับคนใกล้ตัวเจ๊อ้อย

ทนายตั้ม ฝากถึงทนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ที่อ้างว่ามีเขางอกขึ้นที่หัวนั้น มองว่าคนที่มีพฤติกรรมเขางอกที่หัว เป็นเพราะเมียมีชู้ ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องนี้ และก็ไม่เคยเล่าอะไรให้ทนายคนอื่นฟังเลยในเรื่องนี้ พร้อมทั้งไม่ได้ดูข่าวที่ทนายคนดังคนอื่น ๆ พูดถึงตัวเองด้วย

ต่อมาทนายความได้เข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นเวลาประมาณ 15 นาที ก่อนที่จะเดินทางกลับโดยบอกเพียงสั้น ๆ ว่า “เดี๋ยวรอนัดวันกับตำรวจอีกทีและขอไม่ให้สัมภาษณ์แล้ว” ก่อนที่จะขับรถออกไปทันที

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน