สุวัจน์ ลิปตพัลลภ เปิดเวที ISAN NEXT ประกาศรบ ‘บนจุดแข็ง’ ค้นตัวตน ลุยต่อยอดสร้างเศรษฐกิจยั่งยืน

เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม ที่หอประชุมราชภัฏรังสฤษฏ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏ(มรภ.) นครราชสีมา อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศงานสัมมนา ISAN NEXT : พลิกเศรษฐกิจไทย ฝ่าวิกฤตโลก ซึ่งจัดโดยมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ร่วมกับ ‘เครือมติชน’ โดยเมื่อเวลาประมาณ 08.00 น. บุคคลต่างๆ ทยอยเดินทางมาเข้าร่วมอย่างคึกคัก โดยลงทะเบียน ณ จุดลงทะเบียนบริเวณทางเข้าหอประชุม รวมถึงเต็นท์หน้าทางขึ้นสู่หอประชุม พร้อมรับหนังสือ ‘โคราชของเรา’ ผลงาน สุจิตต์ วงษ์เทศ บรรณาธิการบริหาร และขรรค์ชัย บุนปาน บรรณาธิการอำนวยการ ภายใต้โครงการแบ่งปันความรู้ เชิดชูศาสนา พัฒนาแหล่งน้ำลำคลองของเครือมติชน

ในการนี้ ผู้บริหารในเครือมติชนให้การต้อนรับ นำโดย นางสาวปานบัว บุนปาน ประธานกรรมการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน), นายปราปต์ บุนปาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน), นายนฤตย์ เสกธีระ บรรณาธิการ กองบรรณาธิการมติชน , นายสุพัด ทีปะลา บรรณาธิการบริหาร กองบรรณาธิการมติชน, นายสมปรารถนา คล้ายวิเชียร รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายเทคโนโลยี บมจ. มติชน และนายจำลอง ดอกปิก ที่ปรึกษากองบรรณาธิการมติชน

เวลา 09.30 น. นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ นายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา กล่าวเปิดการสัมมนาฯ ว่า การจัดงาน ISAN NEXT พลิกเศรษฐกิจไทย ฝ่าวิกฤตโลก ซึ่งเป็นการร่วมกันจัดระหว่างเครือมติชน และ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา เพื่อที่จะหาทางออกว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยขณะนี้ เราจะฝ่าวิกฤตกันไปได้อย่างไรโดยใช้พื้นฐานอีสาน

“สถานการณ์เศรษฐกิจขณะนี้ ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนก็ลุ้นกันว่า อยากให้เศรษฐกิจดี ก็อยากจะเรียนว่า ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจของเราอยู่ขณะนี้ก็มีอยู่ 2 ปัจจัย คือ 1.ปัจจัยภายนอก และ 2.ปัจจัยภายในของเราเอง

ปัจจัยภายนอกนั้น ผมเชื่อว่าทุกประเทศทั่วโลกอยู่ภายใต้ของปัจจัยเหล่านี้ 5 ปัจจัยที่สำคัญที่ทำให้เราและทุกประเทศประสบกับภาวะเศรษฐกิจขณะนี้ คือ 1. เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ของโลก ตั้งแต่เกิดสงครามการค้า และเกิดสงครามกันจริงๆ กันขณะนี้ ก็ทำให้เกิดการจับขั้วกันใหม่ของมหาอำนาจในทางเศรษฐกิจโลก ก็เลยทำให้สนามภูมิรัฐศาสตร์ของโลกเปลี่ยนแปลงไป เมื่อภูมิรัฐศาสตร์ของโลกเปลี่ยนแปลงไป ก็จะมีผลกระทบต่อการค้าและการลงทุน หรือ การย้ายฐานการผลิตต่างๆ ก็เลยทำให้เศรษฐกิจของโลกมีการผันแปรสูง

ปัจจัยที่ 2 ช่วงที่เกิดโควิด ทุกประเทศทั่วโลกมีการใช้จ่ายเงินกันเยอะที่มาจัดการปัญหา การจ่ายเงินที่เยอะก็ต้องกู้หนี้ยืมสิน และทำให้เกิดผลกระทบโดยตรง คือ เงินเฟ้อทั่วโลก และนำไปสู่มาตรการต่างๆ ทั่วโลก ที่ใช้มาตรการในการขึ้นดอกเบี้ยเพื่อกดเงินเฟ้อให้ต่ำ แต่พอขึ้นดอกเบี้ยก็ทำให้ดอกเบี้ยทั่วโลกสูง ก็จะไปกระทบต่อต้นทุนการผลิตสินค้า และก่อให้เกิดผลกระทบต่อภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมต่างๆ ก็เลยมีผลต่อเศรษฐกิจโดยรวม” นายสุวัจน์ระบุ

นายสุวัจน์กล่าวต่อว่า ปัจจัยที่ 3 สืบเนื่องจากสถานการณ์สงคราม ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์สงครามที่เกิดขึ้นในยูเครนที่ยังไม่จบสิ้น และสงครามที่เกิดขึ้นในภาคตะวันออกกลาง ก็มีผลกระทบทำให้ราคาพลังงานสูงขึ้น การขาดแคลนสินค้าทางการเกษตร และกระบวนการผลิตของ SME ทั้งหลาย กระทบต่อสินค้าต่างๆ ทำให้ราคาสูงขึ้นและขาดแคลนทั่วโลก

ปัจจัยที่ 4 คือ การเข้ามาของเทคโนโลยี (Technology Disruption) และไลฟ์สไตล์สังคมโลกที่เปลี่ยนแปลงไปหลังโควิด ก็เลยทำให้เกิดความผันผวนอย่างรุนแรงในเรื่องอุตสาหกรรม และการทำธุรกิจในปัจจุบันอย่างรุนแรง และส่งผลกระทบต่อการผลิต การจ้างงานและการลงทุน

นายสุวัจน์ กล่าวว่า ปัจจัยที่ 5 ภาวะโลกร้อน ทำให้เกิดวิกฤตการณ์พิบัติภัยทางธรรมชาติ ทุกประเทศทั่วโลกต้องใช้งบประมาณในการจัดการภัยทางธรรมชาติอย่างมาก รวมทั้งใช้งบประมาณ ความร่วมมือในการกำจัดภัยจากโลกร้อน ฉะนั้นปัญหาจากโลกร้อนก็เลยทำให้มีผลกระทบต่อการใช้จ่าย และยังมีผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตสินค้า ทำให้ราคาต้นทุนการผลิตสูงขึ้น แพงขึ้นด้วยมาตรการทางภาษี และการผลิตที่จะลดผลกระทบในเรื่องของโลกร้อน

“ปัจจัยทั้ง 5 ประการนี้ เป็นปัจจัยที่เกิดขึ้นทั่วโลกและทุกประเทศได้รับผลกระทบเหมือนกัน แต่สำหรับประเทศไทยเรานั้น ไม่ได้มีผลกระทบที่เกิดขึ้นแค่ปัจจัยภายนอกที่ได้กล่าวไป แต่เรามีปัจจัยภายในของเรา ที่เป็นเรื่องสืบเนื่องมานาน และทำเกิดวิกฤตเศรษฐกิจควบคู่กับปัญหาจากปัจจัยภายนอก” นายสุวัจน์ ชี้

นายสุวัจน์กล่าวต่อไปว่า ปัจจัยภายในเรื่องแรกคือ 1.ขณะนี้หนี้สาธารณะของเราสูงประมาณ 65 เปอร์เซ็นต์ของ GDP ประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาในอดีตเราพยายามควบคุมไม่ให้หนี้สูงเกินกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าระยะหลังโดยเฉพาะช่วงโควิดนี้ รัฐต้องกู้เงินมาใช้จ่ายเยอะ เพื่อลดผลกระทบ ซึ่งขณะนี้ตัวเลขหนี้เกินกว่ามาตรฐานที่ควรจะเป็น เราเป็นหนี้ถึง 65 เปอร์เซ็นต์ของ GDP ประมาณ 11.7 ล้านล้านบาท ถือว่าสูงมาก

ปัจจัยที่ 2 คือ หนี้ครัวเรือน หรือหนี้ของภาคประชาชน ขณะนี้พี่น้องประชาชนทุกครัวเรือนเป็นหนี้กันตอนนี้ประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ของ GDP ซึ่ง GDP หมายถึง ผลผลิตที่เราผลิตได้ งานที่เราทำ คนมาลงทุน คนมาท่องเที่ยว ปีหนึ่งเป็นเงินประมาณ 19 ล้านล้านบาท แต่ตอนนี้เราเป็นหนี้ถึง 16 ล้านล้านบาท เรียกว่า เราเป็นหนี้เกือบ 90 เปอร์เซ็นต์ของผลผลิตของเรา ซึ่งหนี้สาธารณะบวกกับหนี้ของครัวเรือนก็เป็นภาระหนี้ที่หนักอึ้ง และส่งผลกระทบต่องบประมาณการคลังที่จะใช้พัฒนาประเทศ ก็เลยกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การเงิน และการคลังของประเทศโดยตรง

ปัจจัยที่ 3 เราพูดกันว่าตัวเลข GDP ของเราต่ำ ซึ่งต่ำมาแล้วเกือบ 20 ปี อยู่ในเกณฑ์ 2-3 เปอร์เซ็นต์ เราแทบจะเป็นรองบ๊วยของประเทศอาเซียน ดังนั้นเมื่อ GDP เราต่ำ เศรษฐกิจเราก็ขยายตัวได้น้อย

ปัจจัยที่ 4 เรื่องขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศเราน้อยมาก ซึ่งเป็นผลอันเนื่องมาจากเมื่อเทคโนโลยีดิสรัปแล้ว เราได้ใช้เทคโนโลยีในการพัฒนาประเทศทั้งภาครัฐและเอกชนน้อยไป รวมทั้งระบบการศึกษาของเรา ไม่สามารถตอบโจทย์ต่อปัจจัยที่มีผลกระทบในปัจจุบัน

ปัจจัยที่ 5 คือ ภาคการผลิตและภาคอุตสาหกรรมของเราได้รับผลกระทบเยอะ จากการเปลี่ยนแปลงของโลกแบบฉับพลัน ทำให้เราปรับตัวช้า เพราะเดิมทีเราเป็นอุตสาหกรรมที่เรีกกว่า Labour intensive หรือ อุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเยอะ แล้วอุตสาหกรรมของเราก็ไม่ค่อยจะทันสมัย ฉะนั้นโดยภาพรวมของเราจะเป็นอุตสาหกรรมที่ค่อนข้างเสียเปรียบต่ออุตสาหกรรมที่ทันสมัย

“ยกตัวอย่างเรื่องการผลิตรถยนต์ เมื่อก่อนเราเคยเป็นอันดับ 1 และเป็นท็อป 10 ของโลก แต่วันนี้จะเห็นข่าวเรื่องปิดโรงงาน ย้ายฐานการผลิต เพราะอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าเริ่มเข้ามาแทนที่ แต่เราที่เป็นอุตสาหกรรมรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน ถ้าเราปรับตัวไม่ทันแบบนี้ อุตสาหกรรมที่เราเคยส่งออกและจ้างคนได้เยอะ หรือผู้ผลิตชิ้นส่วนจะค่อยๆ หายไป ก็จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยตรงถ้าเราปรับตัวไม่ทัน” นายสุวัจน์ ระบุ

นายสุวัจน์ กล่าวอีกว่า ปัญหาข้อที่ 6 ที่ต่อไปจะเป็นเรื่องใหญ่ในอนาคต คือ ปัญหาของโครงสร้างผู้สูงวัย ซึ่งหมายถึงคนที่อายุเกิน 60 ปี ขณะนี้มีตัวเลขผู้สูงวัยของเราประมาณ 20 เปอร์เซ็น จำนวน 13 ล้านคน จาก 15 ล้านคน และประมาณปี 2530 อีก 5 ปี จาก 20 เปอร์เซ็นจะเป็น 28 เปอร์เซ็นต์ และ ปี 2040 ถัดไปอีก 10 ปี จะเป็น 33 เปอร์เซ็นต์ แล้วจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อผู้สูงวัยมีมากกว่า 33 เปอร์เซ็นต์ นั่นหมายถึงว่า กำลังแรงงานการผลิตของเราจะลดลงไป คนที่อยู่ในวัยทำงานก็จะหายไป งบประมาณที่จะต้องใช้เป็นสวัสดิการในการดูแลผู้สูงวัยก็จะมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อภาพรวมของเศรษฐกิจโดยตรง

“ทั้ง 5 ปัจจัยของโลก และ 6 ปัจจัยของเรา ฉะนั้นถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องมาจัดการกับปัญหาเศรษฐกิจภายในของเรากันอย่างจริงจัง เป็นเรื่องที่เราต้องมาดูว่าโครงสร้างเศรษฐกิจในอดีต และโครงสร้างเศรษฐกิจที่เราจะต้องทำกัน เพื่อรักษาเศรษฐกิจของเรา และดูแลพี่น้องประชาชนของเราอย่างดีนั้น เราต้องเดินหน้ากันอย่างไร

ผมว่าต่อจากนี้ไป เราต้องไม่รบบนจุดอ่อน เราต้องรบบนจุดแข็ง เราต้องหาตัวตนของเราว่าเมืองไทย คนไทยเรามีพื้นฐานอะไรที่แข็งแกร่ง แล้วสามารถที่จะต่อยอดให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจเพื่อสร้างความยั่งยืน และสร้างความอยู่ดีกินดีให้กับพี่น้องประชาชน” นายสุวัจน์กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน