พิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เผยอีสานยังมีปัญหารายได้ต่ำ รัฐบาลลุยแก้หนี้ลดต้นยกดอก เส้นทางรางคู่ โอกาสอีสานเปิดประตูสู่โลก
เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม ที่หอประชุมราชภัฏรังสฤษฏ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ร่วมกับ ‘เครือมติชน’ จัดงาน สัมมนา ISAN NEXT : พลิกเศรษฐกิจไทย ฝ่าวิกฤต
ช่วง 13.00 น. นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในหัวข้อ “แก้หนี้คนอีสาน?” ว่า จากหัวข้อเรื่องพลิกฟื้นอีสานไปสู่อนาคตที่ดี ก่อนจะพลิกฟื้น คนต้องมีความพร้อมก่อน ต้องได้รับการจัดการหนี้ที่มีอยู่เดิมก่อนจะก้าวเดินต่อไป
อยากเรียนว่าการแก้หนี้ก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่การที่ทำให้เดินไปข้างหน้า ที่จะทำให้หนี้ที่เป็นปัญหาเรื้อรังถูกแก้ได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด คำตอบเดียวคือการทำให้เศรษฐกิจอีสานเจริญเติบโต ซึ่งหมายถึงรายได้ที่เพิ่มขึ้น การแก้ปัญหาหนี้ จึงเป็นการแก้ที่ถูกที่ถูกทาง
ทั้งนี้ ย้อนรอยไปอีสานเป็นภาคที่เนื้อที่ใหญ่ 20 จังหวัด แต่ลองโฟกัสเข้ามาให้แคบลง จังหวัดนครราชสีมามีพื้นที่ 22 ล้านไร่ เทียบกับกรุงเทพฯ มีแค่ 1 ล้านไร่ คือมากกว่า 22 เท่า และ นครราชสีมามีประชากร 2.6 ล้านคน
ส่วนเศรษฐกิจประเทศไทยอยู่ที่ 19 ล้านล้านบาท และกำลังวิ่งไปสู่ 20 ล้านล้านบาท ซึ่งก็คือแรงบริโภค หรือก็คือรายได้ แต่ที่ภาคอีสาน มีรายได้เพียง 1.9 ล้านล้านบาท หรือแค่ 9-10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (จีดีพี) เมื่อผนวกกับเรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย ที่ผ่านมา 10 ปีก็ไม่ได้เติบโตดีเท่าที่ควร เฉลี่ยที่ 1.9% ต่อปีเท่านั้น และเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านแล้ว ไทยโตไม่ดีเท่ากับศักยภาพที่ควรเป็น ทำให้ยิ่งมีปัญหาไปกันใหญ่
ในเชิงของประชากรอีสาน 18 ล้านคน หรือ 27% ประชากรไทยทั้งประเทศ แต่พอดูรายได้ต่อหัวแล้ว คนอีสานมีรายได้เพียงครึ่งเดียวของค่าเฉลี่ยรายได้คนในประเทศไทย จากข้อมูลเมื่อปี 2565 รายได้ต่อหัวของคนทั่วประเทศที่ 250,000 บาทต่อคนต่อปี แต่คนอีสานตามค่าเฉลี่ยเพียง 37% เท่านั้น คือมากกว่า 1 ใน 3 มานิดหน่อย เพราะฉะนั้นอีสานยังมีปัญหา
สำหรับการแก้หนี้ครัวเรือนที่มีมูลค่ากว่า 16 ล้านล้านบาท คิดเป็น 90% ต่อจีดีพี แปลว่าทุกคนมีหนี้รวมกันเป็น 90% ของขนาดเศรษฐกิจ นับว่าเยอะไป เพราะควรจะอยู่ที่ระดับ 70% ต่อจีดีพี นอกเหนือจากสัดส่วนหนี้สูงแล้ว ยังพบปัญหา เมื่อครบกำหนดชำระ แต่ลูกหนี้ไม่สามารถชำระได้อีกด้วย ทั้งนี้ หนี้เยอะถ้าชำระได้ก็ไม่เป็นไร แต่หนี้เยอะแล้วยังชำระไม่ได้ ก็เลยมีปัญหากับสถาบันการเงิน ซึ่งปัจจุบันหนี้ที่มีปัญหามีมูลหนี้มากถึง 1 ล้านล้านบาท จาก 16 ล้านล้านบาท เพราะฉะนั้น เราจะต้องแก้ส่วนนี้ก่อน
การแก้ไขในช่วงที่ผ่านมาก็จะให้พักหนี้ไว้ก่อน เช่น หนี้เกษตรกร 1-2 ปี แล้วค่อยมาจ่ายใหม่ และการพักหนี้นั้น ดอกเบี้ยไม่พักด้วย แต่ดอกเบี้ยก็ยังเดินอยู่ ทำให้ภาระเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และถ้าใครมีเงินไปจ่าย เงินนั้นก็ไปหักดอกเบี้ยก่อน เงินต้นก็ไม่ลด นั่นคือวิธีแก้ในอดีตที่ผ่านมา แต่วันนี้รัฐบาลก็เห็นแล้วว่าจะแก้อย่างไรให้เงินต้นลด
ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลดูว่าใครมีโอกาสที่จะฟื้น คนที่ไม่สามารถชำระหนี้ในระยะสั้นได้ จนกระทั่งค้างนานถึง 1 ปี ซึ่งพบว่ามีมากกว่า 1 ล้านบัญชี มูลหนี้กว่า 8 แสนล้านบาทที่มีปัญหาอยู่ และรัฐบาลตั้งเงื่อนไขว่าพักดอกเบี้ยไว้ก่อน พักโดยไม่ต้องจ่าย ก็คือต่อไปนี้ 3 ปี ไม่ต้องจ่าย แต่คนที่มีสิทธิเข้าร่วมเหล่านี้ ต้องลงทะเบียนและยังต้องจ่ายหนี้ แต่เงินที่จ่ายหนี้มาก็นำไปหักเงินต้นทั้งหมด
รวมทั้งรัฐบาลยังช่วยเหลือด้วยการลดจำนวนเงินที่จ่ายหนี้ต่องวดลง โดยในปีแรกจ่ายแค่ 50% ค่างวดปีที่สองจ่าย 70% ของเงินงวด และปีที่สามก็จ่าย 90% ข้อดีของวิธีนี้คือถ้าอยู่ในกติกาที่ชัดเจน เงินที่จ่ายชำระหนี้มาก็จะไปหักลดเงินต้นตลอด และลำดับถัดไปก็จะยกดอกเบี้ยให้ทั้งหมด ซึ่งดอกเบี้ยเหล่านี้รัฐบาลช่วยครึ่งหนึ่ง และธนาคารช่วยกันอีกครึ่งหนึ่ง
เพราะฉะนั้น ธนาคารต้องมาคุยกับรัฐบาล เพราะถ้าปล่อยให้หนี้ครัวเรือน หนี้เอสเอ็มอีมีปัญหาไปนานๆ ต่อเนื่อง จนลุกไม่ขึ้น วันหนึ่งปัญหาก็จะลามไปถึงสถาบันการเงินอยู่ดี เมื่อเข้าใจถึงปัญหานี้ สถาบันการเงินก็ยินดีให้ความร่วมมือ ซึ่งดอกเบี้ยที่พักไว้ คิดเป็นเม็ดเงิน 8 หมื่นล้านบาทต่อปี เพราะฉะนั้น 3 ปี รวมเป็น 2.4 แสนล้านบาท
ทั้งนี้ โครงการแก้ไขหนี้ “คุณสู้ เราช่วย” ได้เปิดให้ประชาชนที่สนใจลงทะเบียนแล้วทั่วประเทศ ซึ่งมีคนสนใจลงทะเบียนเยอะมาก โดยโครงการนี้ยังเปิดให้ลงทะเบียนจนถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568
หากสิ่งเหล่านี้เดินหน้าไปด้วยดี ประจวบเหมาะกับเศรษฐกิจผลักดันให้รายได้เพิ่มขึ้น ก็จะทำให้ประชาชนอยู่ได้ หนี้ก็จะได้รับการแก้ไข หนี้เรื้อรังก็จะหาย ไม่เรื้อรัง
อย่างไรก็ดี ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีงานวิจัยว่า จากการสำรวจภาคอีสาน ถ้าสถาบันการเงิน หรือ รัฐบาลให้กู้เงิน ประชากร 77% จะใช้สิทธิในการกู้เงิน เดี๋ยวเสียสิทธิ ส่วนเรื่องกู้แล้วไม่มีความสามารถในการชำระส่วนนั้น ประชากรอีสานตอบว่า ทุกคนก็จ่ายหนี้ช้ากันหมด และผลสำรวจเรื่องมาตรการพักหนี้เกษตรกร ส่วนใหญ่หลังพักหนี้จบลงก็ปล่อยให้เป็นเอ็นพีแอล คือไม่สามารถจ่ายหนี้ได้ จึงเป็นที่มาของโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” ในครั้งนี้
ทั้งนี้ แล้วถ้าจะแก้ให้เด็ดขาด ถ้ารายได้น้อยปัญหาหนี้ก็จะกลับมาอีก สิ่งที่จะช่วยได้ดีที่สุดคือ ทำอย่างไรมีเศรษฐกิจฟื้นตัว มาดูว่าภาคอีสานมีโอกาสหรือไม่ ซึ่งหากมองในพื้นที่ อีสานอยู่ไกลทะเล ติดต่อชาวโลกยาก แต่วันนี้เงื่อนไขเปลี่ยนไปแล้ว โดยเฉพาะทวีปเอเชีย คือ ในช่วง 40 ปีก่อ การพลิกเศรษฐกิจเริ่มที่ ญี่ปุ่น เกาหลี และประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะ ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ ตามด้วยจีน อินเดีย
ทั้งนี้ การพลิกฟื้นเศรษฐกิจของจีนเป็นเรื่องใหญ่ ทุกวันนี้เป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของโลก เป็นความจำเป็นของจีนที่จะเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ และจีนครองตำแหน่งผู้ผลิตรายใหญ่ของโลกแล้ว หมายความว่า ทุกคนต้องซื้อวัตถุดิบจากรายใหญ่ของโลก ทำให้เป็นประเทศที่ส่งออกรายใหญ่ของโลก ซึ่งก็ต้องไปดูที่เส้นทางส่งออกของจีน
เส้นทางที่หนึ่ง คือ ออกทางทะเล เซี่ยงไฮ้ เซินเจิ้น ซึ่งก็มีปัญหาทะเลาะกัน ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ช่องแคบมะละกา สิงคโปร์ ทำให้เข้าออกลำบาก ไม่สะดวก เพราะฉะนั้น จึงแก้ด้วยการเปิดเส้นทางสายไหม ซึ่งไม่ใช่แต่ทางบก แต่รวมไปถึงทางราง รถไฟด้วย ซึ่งทุกวันนี้ก็มีเส้นทางจากจีนตอนเหนือ เอเชียกลาง ไปทางไซบีเรีย รัสเซีย ส่งออกสินค้าไปถึงยุโรป อีกเส้นทางคือ ผ่านเอเชียตอนใต้ ผ่านคาซัคสถาน ไปถึงยุโรปกลาง
แต่ก็มีอีกเส้นที่จีนอยากไป คือ เส้นทางอันดามัน ผ่านไปสิงคโปร์ โดยเส้นทางที่มองไว้คือ ออกจากจีน ไปลาว มาถึงไทย ทางหนองคาย อุดรธานี ขอนแก่น นครราชสีมา ต่อไปภาคกลาง และทางใต้ของไทย แล้วจึงออกไปสิงคโปร์ แปลว่า สินค้าจีนที่จะออกไปตลาดโลก ก็ต้องผ่านภาคอีสานไทย
ส่วนอีกเส้นหนึ่งคือเส้นทางที่ไทยเตรียมไว้ เข้าไทยทางอีสานตัดผ่านไประนอง แล้วออกทะเลอันดามัน ซึ่งทั้งสองเส้นทางนั้น เป็นโอกาสของไทยและภาคอีสาน ได้รับอานิสงส์ในส่วนนี้ ถ้าเราดำเนินนโยบายที่ดี ซึ่งจะเป็นเส้นทางโลจิสติกส์ที่มีสินค้าส่งออกและนำเข้า นี่คือโอกาสข้อแรก
โอกาสที่สอง คือ เส้นทางระเบียงเศรษฐกิจสายตะวันออก-ตะวันตก (East-West Economic Corridor: EWEC) ที่จะวิ่งจากไทยไปพม่า ไปสู่อินเดีย และแอฟริกาได้ เส้นทางนี้ก็มีแผนจะผ่านทางภาคอีสานเช่นกัน ทั้งกาฬสินธุ์ ขอนแก่น และออกไปลาว เวียดนาม หรือเรียกว่าเป็นการเชื่อมจากตะวันตกสู่ตะวันออก ถ้าพื้นที่ไหนมีสถานี มีรถไฟผ่าน ก็แปลว่ามีความพร้อมแล้วที่จะมีความเจริญเกิดขึ้นระหว่างเส้นทาง คือจุดแวะพัก มีคลังสินค้า ที่พักคอยสินค้าตามรายทางในหลายจุด
ทั้งนี้ เชื่อว่าทางกระทรวงคมนาคม คงมีการเตรียมไว้แล้วให้รถไฟที่จะผ่านมาเหล่านี้ หยุดแวะได้นาน รวมถึงวิ่งรถได้เร็วมากขึ้น ซึ่งสะท้อนว่า ไทยเราจะประสบความสำเร็จในเรื่องรถไฟรางคู่ ที่รวมแล้วมีระยะทางเกือบ 2,000 กิโลเมตร
นอกจากนี้ยังมีโครงการรถไฟความเร็วสูงระยะที่ 1 เส้นทาง กรุงเทพฯ-อยุธยา-สระบุรี จนถึงนครราชสีมา คาดว่าจะแล้วเสร็จในอีก 4 ปีข้างหน้า รวมถึงระยะที่ 2 จะเชื่อมนครราชสีมา ไปหนองคาย เพื่อออกไปลาว ส่วนนี้จะแล้วเสร็จใน 7 ปีข้างหน้า รวมไปถึงทางด่วนสายพิเศษ มอเตอร์เวย์ปากช่อง-โคราช (M6) ที่เริ่มเปิดทดลองใช้งานแล้ว จะเห็นว่าเส้นทางเหล่านี้ล้วนแต่ผ่านทางอีสาน ทำให้เห็นถึงความสำเร็จ
ขณะที่ประเทศไทยถูกมองจากภายนอก ว่าเป็นประเทศเกษตรกรรมรายได้น้อย แต่เรื่องนี้มันเป็นอดีต เพราะตอนนี้เป็นโอกาสของประเทศที่ทำเกษตรกรรม โดยเฉพาะเรื่องเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology) ซึ่งเมื่อพูดถึงสินค้าเกษตร ทุกคนก็มุ่งมาที่ประเทศไทย ทำให้ราคาสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 7 เท่า ไปจนถึง 1,000 เท่า ตามประเภทสินค้าอาหาร หรือยา ที่มีสารตั้งต้นจากการเกษตร เพราะฉะนั้นเรื่องไบโอเทค เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยเปลี่ยนจากสินค้าเกษตรไปสู่การทำรายได้มูลค่าสูง





