กรมอนามัย ชงครม.ของบกลาง ซื้อ มุ้งสู้ฝุ่น ชี้ช่วยลดค่ารักษาได้ถึง 5 หมื่นบาทต่อคน เป็นประโยชน์ในกลุ่มผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ เด็กเล็ก ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง
เมื่อวันที่ 12 ม.ค.68 พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือ PM 2.5 ว่า ข้อมูลผู้ที่ได้รับผลกระทบจากมลพิษทางอากาศที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ และมีการรายงานในระบบผู้ป่วย (HDC) ตั้งแต่ ตุลาคม – ธันวาคม 2567 รวม 28 ราย
ซึ่งผู้ป่วยมีประวัติสัมผัสกับมลพิษทางอากาศชัดเจน โดยอาจไม่ใช่เฉพาะฝุ่น PM 2.5 เท่านั้น ทั้งนี้ ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่มีผลกระทบต่อผู้ป่วยนั้น ยังไม่ได้ปรากฏให้เห็นฉับพลันทันที เนื่องจาก 1.ผู้ที่เกิดอาการระคายเคืองจากฝุ่น มักจะใช้ความอดทน ไม่ไปพบแพทย์ เพราะอาการไม่ได้มาก เช่น คัดจมูก คันตามผิวหนัง ทำให้ไม่มีรายงานทางการแพทย์ที่ชัดเจนและเป็นปัจจุบัน
2.ปัญหาระยะยาวที่ส่งผลกระทบต่อร่างกาย เช่น โรคปอด โรคมะเร็ง โรคหัวใจ กรณีนี้มักจะเกิดร่วมกับปัจจัยอื่นๆ ที่มีอยู่เดิม แล้วฝุ่น PM 2.5 เข้าไปเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดผลโรค ฉะนั้น ในสถานการณ์จริง ก็จะนำข้อมูลนี้มายืนยันว่าโรคนั้นเกิดจากฝุ่น PM 2.5 ไม่ได้ ปัจจัยเหล่านี้ทำให้เรื่องผลกระทบจาก ฝุ่น PM 2.5 มักจะมาจากการวิจัยเป็นหลัก
พญ.อัมพร กล่าวว่า สำหรับมาตรการของกรมอนามัยทําเฉพาะเจาะจงกับการป้องกันฝุ่น PM2.5 คือ มุ้งสู้ฝุ่น และ ห้องปลอดฝุ่น โดยมุ้งสู่ฝุ่น เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ได้รับรางวัลจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ เด็กเล็ก ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ซึ่งมีกระทบการวิจัยในเรื่องนี้มาแล้วในเขตพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และใกล้เคียง ที่พบว่าช่วยลดอัตราความเจ็บป่วยได้
นอกจากนั้น เมื่อเทียบระหว่างการลงทุนกับมูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจ อันเนื่องจากการรักษาพยาบาล พบว่าการใช้มุ้งสู้ฝุ่นหลังละหลักพันบาท จะสามารถลดค่าใช้จ่ายจากการรักษาพยาบาลได้ถึง 5-6 หมื่นบาท ต่อผู้ป่วยหนึ่งราย
“ในปีนี้ท่านรัฐมนตรีมีนโยบายให้สนับสนุนการแจกมุ้งสู้ฝุ่นอย่างเต็มที่ ซึ่งกรมอนามัยมีความพยายามจะทำให้มากที่สุด เท่าที่จะทำได้ จึงมีแนวคิดว่าจะนำเสนอของบกลาง มาสนับสนุน ซึ่งจะนำเสนอในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันพรุ่งนี้ (13 มราคม 2568)” อธิบดีกรมอนามัย กล่าว
พญ.อัมพร กล่าวต่อว่า สำหรับห้องปลอดฝุ่นนั้น กรมอนามัยได้เตรียมทำในพื้นที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ในเขตพื้นที่ที่มีความเสี่ยงได้รับผลกระทบจากฝุ่นสูง โดยห้องปลอดฝุ่นจะมีความคงทน เมื่อสร้างแล้วก็จะใช้ได้หลายปี ตอนนี้ติดตั้งไปจำนวนหนึ่งแล้ว และกำลังดำเนินการต่อเนื่อง
ภาพจาก https://www.hfocus.org/
