นายกฯ ลุยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ดันเป้าจีดีพีโต 3% ปลื้มรับอานิสงส์ลงทุนเอกชน-บริโภคฟื้นตัว เผยแก้หนี้ครัวเรือน-เอสเอ็มอีแล้วกว่า 8.3 แสนบัญชี ลั่นปิดจบปัญหา 15 มี.ค.นี้ เล็งออกมาตรการเพิ่ม

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 19 ก.พ.2568 ที่ ห้อง Ballroom 1 ชั้น 1 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ หนังสือพิมพ์มติชน และ มติชนออนไลน์ จัดสัมมนา “Matichon Leadership Forum 2025 Trust Thailand : เชื่อมั่นประเทศไทย” โดย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงาน และกล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “เชื่อมั่นประเทศไทย” ว่า ตลอดปีที่ผ่านมาประเทศไทยเผชิญปัญหาและความท้าทายต่างๆ มากมาย ไม่ว่าเรื่องของเศรษฐกิจที่ยังไม่ค่อยดีมากนัก เงินในระบบที่ยังไม่พอ ยังฝืดเคืองอยู่มาก แต่ด้วยความร่วมมือของทุกภาคส่วนทำให้เราได้สัญญาณที่ดีมากๆ

เมื่อปลายปีที่แล้วเศรษฐกิจมีตัวเลขจีดีพีของปี 2567 ขยายตัวขึ้น 2.5 เปอร์เซ็นต์ จากที่เราวางไว้คือ 2 เปอร์เซ็นต์ตั้งแต่ปี 2566 จะเห็นได้ว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยเฉพาะการกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่าย ส่งผลให้การบริโภคภายในประเทศขยายตัว เห็นชัดที่สุดคือจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มมากขึ้นเป็นประวัติการณ์ ซึ่งเกิดขึ้นจากการฟรีวีซ่าที่เราได้ประสานกับหลายๆ ประเทศ เพื่อให้การเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยเป็นไปได้ง่ายขึ้น มีความเชื่อมั่นว่าเมื่อเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยแล้วจะมีความปลอดภัย โดยสิ่งนี้จะทำให้เราสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากขึ้นจากทั่วโลก

น.ส.แพทองธาร กล่าวต่อว่า สำหรับในปี 2568 เราตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะทำให้จีดีพีเติบโตขึ้นที่ 3 เปอร์เซ็นต์ โดยมีแรงขับเคลื่อนที่สำคัญของการลงทุนภาคเอกชนที่เพิ่มมากขึ้น รวมถึงการใช้จ่ายของภาคประชาชนที่มีแนวโน้มจะดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภาครัฐก็มีส่วนช่วยในเรื่องนี้คือการใช้งบลงทุนให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งตนได้เรียกทุกภาคส่วนมาพูดคุยกันว่างบต่างๆ ที่เราได้นั้น ต้องทำให้เกิดการลงทุนโดยเร็วที่สุดเพื่อให้เกิดการจ้างงาน ซึ่งจะทำให้มีเงินในระบบหมุนเวียนมากขึ้นฉะนั้น เราจะต้องทำให้เกิดการลงทุนให้เร็วที่สุด

อย่างไรก็ตามการนำตัวเลขจีดีพีของไทยไปเทียบกับประเทศอื่นๆ ในอาเซียนตามที่ปรากฏเป็นข่าวที่มีอัตราต่ำนั้น ไม่ได้มีการดูรายละเอียดภายในหรือภายนอกของประเทศประกอบกัน ที่เห็นได้ชัดคืออุตสาหกรรมของประเทศที่เราไม่ได้มีการพัฒนามายาวนานแล้ว ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านพัฒนามาโดยตลอด เช่น เวียดนามที่มีการพัฒนาคนในเรื่องของการเขียนซอฟต์แวร์

น.ส.แพทองธาร กล่าวอีกว่า นอกจากนี้สภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจก็ยังไม่เพียงพอ เนื่องจากธนาคารยังปล่อยกู้ไม่มากพอโดยเฉพาะกับกลุ่มที่มีความเสี่ยง ส่งผลให้เกิดความฝืดเคืองด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเอสเอ็มอี ซึ่งมีอยู่กว่า 75 เปอร์เซ็นต์ถือเป็นส่วนใหญ่มาก และเมื่อเอสเอ็มอีเหล่านี้ไม่สามารถมีสินเชื่อ หรือกู้เงินเพื่อนำมาพัฒนาธุรกิจของเขาได้ เราก็จะมีอุตสาหกรรมดั้งเดิมที่ยังไม่สามารถขยายตัวได้มากนัก จึงต้องขอความช่วยเหลือจากทุกภาคส่วน

สำหรับในส่วนของภาครัฐ ขณะนี้งบประมาณของภาครัฐเองก็ยังไม่เพียงพอ รายได้ส่วนใหญ่ที่รัฐบาลได้จะถูกใช้ไปในเรื่องของงบประจำ ฉะนั้น การจะเหลือเงินเพื่อนำมาลงทุนขนาดใหญ่ก็เหลือน้อยเต็มที เมื่อตนเข้ามาก็พยายามบอกทุกคนว่าให้รัดเข็มขัดในเรื่องงบประมาณ แต่เราต้องทำให้เกิดการลงทุนควบคู่กันไปด้วย นั่นคือการทำให้เม็ดเงินเกิดประโยชน์สูงสุด ถือเป็นสิ่งที่ต้องทำให้สมดุลที่สุด ไม่เช่นนั้นจะทำให้เกิดปัญหาตามมาในอนาคตแน่นอน

น.ส.แพทองธาร กล่าวต่อว่า อย่างที่บอกว่างบที่ได้เป็นรายจ่ายประจำเป็นส่วนใหญ่ จึงมีข้อจำกัดในการลงทุน เพดานกู้ก็แทบจะไม่เหลือ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่รัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหาร แม้จะมีปัญหาแต่แน่นอนว่าเราพยายามจะหาทางออกในมุมต่างๆ เพื่อทำให้เงินทุกบาททุกสตางค์ถูกใช้ไปอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ก็ยังไม่มีการทำการตลาดที่เป็นจุดแข็งของประเทศไทยและดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ยังไม่มีประสิทธิภาพมากพอ เพราะเมื่อไม่มีการลงทุนจากต่างประเทศ หรือเม็ดเงินจากต่างประเทศไม่เข้ามา การขยับของจีดีพีก็เป็นไปได้ยากขึ้น เราทราบดีว่าปัญหาเหล่านี้ต้องใช้เวลาในการแก้ไข

ฉะนั้น จะเห็นได้ว่าตั้งแต่รัฐบาลของนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี จะมีความพยายามในการดึงดูดเม็ดเงินจากต่างประเทศเข้ามา ซึ่งเป็นส่วนที่รัฐบาลทำได้ร่วมกับบีโอไอ อย่างไรก็ตาม ต้องทำให้เกิดความเชื่อมั่นก่อนเพื่อที่จะทำให้นักลงทุนเข้ามาลงทุนมากยิ่งขึ้น และมีตัวเลขที่บีโอไอเสนอเข้ามาที่จะทำให้เห็นได้ชัด คือการที่จะทำให้ยอดการตลาดและการส่งเสริมการลงทุนเพิ่มขึ้นถึง 35 เปอร์เซ็นต์ หรือประมาณ 1.14 ล้านล้านบาท ซึ่งคิดเป็นมากกว่า 5% ของจีดีพี พร้อมเร่งให้เม็ดเงินเหล่านี้เข้าสู่ระบบ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราขยับและเห็นผล รวมถึงมาตรการอื่นๆ เช่น สินเชื่อเพื่อเอสเอ็มอี การดึงอุตสาหกรรมใหม่เข้าสู่ประเทศ ไม่ว่าจะเป็นดาต้าเซ็นเตอร์ เซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งอุตสาหกรรมมูลค่าสูงเช่นนี้ จะเป็นอุตสาหกรรมที่สามารถเติมเงินครั้งใหญ่ให้กับเศรษฐกิจของประเทศเราได้

น.ส.แพทองธาร กล่าวต่อว่า นอกจากการเติมเงินแล้วยังจะเพิ่มกำลังซื้อของประชาชน เพื่อช่วยให้ธุรกิจสามารถฟื้นตัวและเริ่มต้นใหม่ได้ สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลเล็งเห็นว่ามีความสำคัญอย่างมากคือ การสร้าง Man-made destination เพื่อดึงดูดสถานที่ใหม่ๆ ให้นักท่องเที่ยวเข้ามา ซึ่งตอนนี้มีการแพลนกันอยู่ในเรื่องการสร้าง Man-made destination ในทุกจังหวัดให้ต่อเนื่องกัน ไม่จำเป็นต้องเป็นจังหวัดหลักเท่านั้น เป็นเมืองรองด้วย เพราะอยากให้ทุกจังหวัดเกิดการท่องเที่ยว โดยจะใช้ซอฟต์พาวเวอร์ในการสนับสนุนเทศกาลต่างๆ นี่เป็นแพลนที่รัฐบาลกำลังคิดอยู่ และเมื่อเห็นผลเมื่อไหร่จะรีบรายงานให้ประชาชนทราบ

“เราไม่อยากให้มีโลว์ซีซั่น เพราะอยากให้ทุกเดือนของประเทศไทยสามารถเที่ยวได้ แต่เราจะต้องนำมาตรการเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบในทุกส่วน ซึ่งจะสามารถช่วยยกระดับเศรษฐกิจของประเทศให้เศรษฐกิจเติบโตได้อย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต

ทั้งนี้ เรามีทั้งมาตรการที่เป็นระยะเร่งด่วน ซึ่งรัฐบาลได้พูดคุยและขอความร่วมมือกับธนาคารพาณิชย์ที่ตอนนี้มีกำไรเข้ามา ช่วยเสริมสภาพคล่องโดยการปล่อยกู้ให้กับคนไทยได้มีเครดิตเพื่ออัปเกรดธุรกิจของตัวเอง รวมถึงการให้ธนาคารแห่งประเทศไทยพิจารณาลดดอกเบี้ยเพื่อลดค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สามารถทำได้เพราะเงินเฟ้อยังน้อยอยู่” น.ส.แพทองธาร กล่าว

น.ส.แพทองธาร กล่าวต่อว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการลงทุนในอนาคตซึ่งเป็นอุตสาหกรรมในอนาคตที่ประเทศของเรามองเป็นเป้าหมายไว้ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า รถอีวีต่างๆ อุตสาหกรรมเทคโนโลยีดิจิทัลปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ หรืออุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่จะเป็นหลักฐานดิจิทัลต่อไปในอนาคต โดยในส่วนนี้เราพยายามที่จะวางตัวให้เป็นศูนย์กลางของภูมิภาค ซึ่งคนที่จะมาประดิษฐ์รถอีวีต่างๆ ก็สามารถที่จะมาวางรากฐานการผลิตที่ประเทศไทยได้ แม้ตอนนี้จะมีโรงงานของหลายประเทศเริ่มทยอยเข้ามาแล้ว เราจะต้องปรับเปลี่ยนเรื่องของธุรกิจเป็นอีวีมากขึ้น โดยเราจะต้องดูในเรื่องของพลังงานสีเขียวควบคู่ไปด้วย เพราะธุรกิจแห่งอนาคตก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าจะต้องใช้พลังงานอย่างมาก ฉะนั้น พลังงานสีเขียวจะทำให้ทั่วโลกเล็งเห็นด้วยว่าเรากำลังจะก้าวต่อไปกับอุตสาหกรรมในอนาคต

น.ส.แพทองธาร กล่าวอีกว่า ในปี 2567 ประเทศไทยได้รับการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัลสูงเป็นอันดับหนึ่ง โดยเฉพาะดาต้าเซ็นเตอร์ คลาวน์เซอร์วิส จากบริษัทชั้นนำทั้งสหรัฐอเมริกา จีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น อินเดียและออสเตรเลีย รวมเงินลงทุนกว่า 2 แสนล้านบาท และล่าสุดเมื่อเดือนมกราคม 2568 คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนก็เพิ่งอนุมัติการลงทุนของติ๊กต็อก เอ็นวีเดีย คลาวน์พาร์ทเนอร์ กว่า 1.3 แสนล้านบาท ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีที่เรามีบริษัทยักษ์ใหญ่จากทั่วโลกเข้ามาลงทุน และเราจะต้องทำให้ประเทศไทยมีความเชื่อมั่นต่อไปในเรื่องนี้ เพื่อที่การลงทุนต่างๆ จะได้เป็นไปอย่างราบรื่น

ที่สำคัญขณะนี้คือเรื่องโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ที่สำคัญ ไม่ว่าเรื่องของรถไฟความเร็วสูงเชื่อมต่อไทย-ลาว-จีน เชื่อมโยงกรุงเทพฯ กับหนองคาย ซึ่งเมื่อรถไฟเส้นนี้เสร็จแล้วก็จะช่วยลดระยะเวลาในการขนส่งได้บ้าง รวมถึงลดต้นทุนการขนส่งสินค้า เมื่อต้นทุนถูกผู้ประกอบการก็มีโอกาสที่จะทำกำไรได้เพิ่มขึ้น แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นรถไฟหรือทางเชื่อมใหม่ๆ ก็จะทำให้มีทราฟฟิกของการเข้ามาในประเทศนั้นๆ มากขึ้น ซึ่งจะทำให้เกิดการจ้างงานมากขึ้น มีอาชีพใหม่เพิ่มขึ้น แน่นอนว่าประชาชนจะมีรายได้เพิ่มมากขึ้น

นอกจากนี้ รัฐบาลยังผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์เชื่อมฝั่งอ่าวไทยและอันดามันต่อไป เพื่อจุดประสงค์คือการลดระยะเวลาขนส่งสินค้า หากโครงการนี้เกิดขึ้นจริง นอกจากจะสามารถลดระยะเวลาขนส่งสินค้าแล้ว ยังสามารถประหยัดต้นทุนได้ถึง 15 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งตนได้ไปเยือนประเทศจีนมา รัฐบาลจีนก็บอกว่าสนับสนุนพร้อมทั้งขอข้อมูลเพิ่ม และยังสนใจการลงทุนด้วย โดยเราจะต้องทำงานต่อ

น.ส.แพทองธาร กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม เราพร้อมที่จะรับฟังทุกความคิดเห็นแม้จะเห็นต่าง เพราะเราไม่อยากแก้ปัญหาแค่ระยะสั้น เช่น เรื่องน้ำท่วมที่เรามีการเบิกค่าเยียวยาทุกปี ซึ่งการเยียวยาถือเป็นเรื่องที่ดี แต่จะดีกว่าหากไม่เกิดปัญหาเหล่านี้ขึ้น ฉะนั้น หากเรามองเห็นภาพใหญ่ว่าเรายอมลงทุนมากหน่อย แล้วต่อเนื่องให้จบ ประชาชนในพื้นที่นั้นก็อาจจะไม่ต้องประสบปัญหาในส่วนนี้ นี่ถือเป็นการลงทุนอีกด้าน ที่แม้เราจะรัดเข็มขัดแล้ว แต่ก็ต้องคิดให้ถี่ถ้วนในเรื่องของการลงทุน ว่าเราจะลงทุนอย่างไรที่โครงสร้าง แล้วไม่ทำให้ประชาชนลำบากอีกหลายปี

นอกจากนี้ เราก็ยังให้ความสำคัญในการที่คนไทยจะไปลงทุนต่างประเทศด้วย โดยเราได้ทำเอฟทีเอ ซึ่งถือเป็นเอฟทีเอฉบับแรกของไทยกับยุโรป แม้จะไม่ทุกประเทศในยุโรปแต่ก็มี 4 ประเทศแล้ว และในอนาคตก็หวังว่าจะได้ทำเอฟทีเอกับทุกประเทศในยุโรปเพื่อเปิดช่องทางให้การลงทุนของประเทศไทยเป็นไปอย่างราบรื่นและสะดวกมากยิ่งขึ้น

อีกหนึ่งนโยบายที่สำคัญคือการผ่านทางสินค้าการเกษตรให้มีมูลค่าสูง รัฐบาลได้เน้นย้ำไปที่การทำวิจัยต่างๆ เพื่อให้เกิดการผลิต การแปรรูปและการบรรจุภัณฑ์ เพื่อให้สินค้าสามารถอยู่ได้นานขึ้นมีคุณภาพที่สูงขึ้นตามความต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ส่วนนโยบายที่รัฐบาลจะทำเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินครัวเรือนให้ประชาชน เช่น โครงการคุณสู้ เราช่วย ที่มุ่งช่วยเหลือในเรื่องของหนี้บ้าน ธุรกิจเอสเอ็มอีขนาดเล็ก

โดยตัวเลขในการแก้ปัญหาหนี้สินครัวเรือนและผู้ประกอบการขนาดย่อยตั้งแต่ยุคนายเศรษฐา มีประมาณ 8.3 แสนบัญชี ซึ่งทำให้ลูกหนี้รายย่อยเหล่านี้หลุดออกจากเครดิตบูโร สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อีกครั้ง จนมาถึงรัฐบาลสมัยของตน ตอนนี้เราได้สานต่อในนโยบายเหล่านี้ เพราะเป็นประโยชน์อย่างมาก เพราะตอนนี้มีลูกหนี้ค้างอยู่กว่า 2.6 แสนบัญชี โดยจะทำให้จบภายในวันที่ 15 มีนาคมนี้ นอกจากนี้ ตนยังให้กระทรวงการคลังหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อทำให้โครงการคุณสู้เราช่วยควบคุมในกลุ่มลูกหนี้ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน และคิดว่ามาตรการต่างๆ ที่จะออกมานั้นจะออกมาในช่วงของปลายเดือนมีนาคมนี้

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน