สภาพัฒน์ ชูไทยโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลแกร่ง ดึงดูดลงทุนดิจิทัล-ดาต้าเซ็นเตอร์ ปี’67 ได้สูงมาก 2.4 แสนล้าน รอ 1-2 ปี เศรษฐกิจจะกลับมาขยับได้ดี
เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ที่ห้อง Ballroom 1 ชั้น 1 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ หนังสือพิมพ์มติชน และมติชนออนไลน์ จัดสัมมนา “Matichon Leadership Forum 2025 Trust Thailand : เชื่อมั่นประเทศไทย”
เวลา 10.30 น. นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ บรรยายพิเศษ หัวข้อ “เชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย” ว่าสำหรับเศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมา ไตรมาสที่ 4 ปี 2567 ดัชนีทั้งภาคการผลิตและการใช้จ่ายของประเทศดีขึ้นทุกตัว โดยเฉพาะเรื่องการลงทุนรวมที่ขยายตัว 5.1% ซึ่งมีส่วนสำคัญในการขยายตัวของเศรษฐกิจที่มากขึ้นและการสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจด้วยอย่างไรก็ดี ยังมีตัวเลขที่มีปัญหาอยู่ อาทิ การลงทุนภาคเอกชน ที่หดตัว 2.1%
ขณะที่การส่งออกภาคบริการและการท่องเที่ยว ขยายตัวได้ดีที่ 22.9% และขยายในเลขสองหลักมาตลอด การส่งออก ในส่วนปริมาณขยายตัว 8.9% และภาคการก่อสร้างขยายตัวได้ดี ที่ 18.3% ตามการขยายตัวของเม็ดเงินลงทุนของภาครัฐ
ทั้งนี้ ทำไมเศรษฐกิจไทยทั้งปี 2567 โตเพียง 2.5% นั้น เพราะว่าในช่วงปี 2567 ที่ผ่านมา ไทยเราเผชิญข้อจำกัดหลายเรื่องโดยเฉพาะเรื่องบประมาณประจำปี 2567 ที่ล่าช้า เนื่องจากเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล เพราะฉะนั้น รัฐบาลเองก็มีข้อจำกัดในการดำเนินมาตรการต่างๆ แต่เมื่องบประมาณออกมาตอนเดือนเมษายน 2567 เศรษฐกิจไทยการเริ่มขยับตัวเร่งขึ้น ตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 ปี 2567 เป็นต้นมา ผนวกกับการส่งออกที่ดีขึ้นในไตรมาสที่ 3 และ 4 ปี 2567 และการขยายตัวของภาคการเกษตรในรอบ 5 ไตรมาส ทำให้เศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 4 ปี 2567 ขยายตัวถึง 3.2%
ฉะนั้น ถ้าดูในรายละเอียดจะเห็นว่าดัชนีทุกตัวดีขึ้นหมด ตอนนี้มันเป็นปัญหาของพื้นฐานของภาคธุรกิจและภาคประชาชน ซึ่งยังมีความรู้สึกถึงความไม่แน่นอนอยู่ แต่ในภาพใหญ่ของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ รัฐบาลก็ได้ดำเนินการไปหลายเรื่อง อาทิ การแก้หนี้ครัวเรือน โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” ถ้าพี่น้องประชาชนเข้าสู่โครงการตัดต้นเงิน และหลุพ้นจากการเป็นหนี้ได้
ส่วนการลงทุนภาคเอกชนน่าจะเริ่มปรับตัวดีขึ้นแล้ว เพราะการลงทุนผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ปี 2567 ที่ 1.14 ล้านล้านบาท เป็นการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) 8.23 แสนล้านบาท มีการเพิ่มขึ้น 25% สิ่งที่ทำให้ภาคเอกชนเชื่อมั่นในประเทศไทย คือ 1.ตำแหน่งของไทย ที่ไม่อยู่ในฝั่งใดฝั่งหนึ่ง 2.โครงสร้างพื้นฐานของไทย
“ถ้าไปดูในยอดของเอฟดีไอจะเห็นว่าอุตสาหกรรมดิจิทัลเข้ามาถึง 2.4 แสนล้านบาท และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ อีก 2.3 แสนล้านบาท คำถามคือทำไมภาคดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาเยอะจัง ส่วนหนึ่งการคือไทยเรามีพื้นฐานด้านดิจิทัลที่สมบูรณ์มาก เรียกว่าอันดับต้นๆ ดีไม่ดีจะเป็นเบอร์หนึ่งของภูมิภาคด้วยซ้ำ ซึ่งเกิดจากภาคเอกชนที่ลงทุนจนสัญญาณครอบคลุมทั่วประเทศ ขณะเดียวกันการใช้ที่ประชาชนมีความสามารถใช้โซเชียลมีเดีย อี-คอมเมิร์ซ ทำให้ตลาดส่วนดิจิทัลของไทย มีโพเทนเชียลสูง ทำให้นักลงทุนมาลงในภาคดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งไม่ใช่ดาต้าเซ็นเตอร์เล็กๆ แต่เป็นระดับไฮเปอร์สเกล” นายดนุชากล่าว
ขณะที่ภาคการลงทุนที่จะเสริมอุตสาหกรรมในอนาคต โดยเฉพาะที่เข้ามาสอดรับการพัฒนาอย่างยั่งยืน (sustainable development) ไม่ว่าจะเป็นพลังงานสีเขียว พลังงานทางเลือกใหม่ ก็มีเข้ามาลงทุนเยอะ ประมาณ 1 แสนล้านบาท เพื่อเป็นการป้อนซัพพลายให้อุตสาหกรรมไทย
ดังนั้น จะเห็นได้ว่าการลงทุนภาคอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีระดับสูงเติบโตมาตั้งแต่ปี 2565 และมีการเติบโตต่อเนื่อง จนปี 2567 ที่ผ่านมามียอดของลงทุนที่สูงมาก แสดงว่าขณะนี้อุตสาหกรรมไทยอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านไปอุตสาหกรรมระดับสูงขึ้น อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ ซอฟต์แวร์ ยานยนต์สมัยใหม่ ก็จะเข้ามาเสริมอุตสาหกรรมเดิมของไทย
แต่แน่นอนว่า ช่วงนี้ยังคงเห็นได้ว่าที่เศรษฐกิจไทยยังโตได้ไม่มากเนื่องมาจากอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน (transition) ทั้งเรื่องหนี้ครัวเรือนสูง ถ้าปัญหาเหล่านี้สามารถแก้ไขได้ ใน 1-2 ปีข้างหน้าเศรษฐกิจไทยก็จะเริ่มขยับตัวได้ดีขึ้น
ขณะเดียวกัน มูลค่าการส่งออกที่โตถึง 10.6% ในไตรมาสที่ 4 ปี 2567 นั้น เป็นการขยายตัวสูงในรอบ 11 แสดงให้เห็นว่าโอกาสในการขายสินค้าไทยมีมากขึ้น ซึ่งเศรษฐกิจไทยมีความผูกพันกับภาคการส่งออกค่อนข้างมาก เพราะฉะนั้น ต้องมีการพัฒนาสินค้า การหาสินค้าใหม่แข่งขันในตลาดโลก
ดังนั้น การลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ และการวิจัยและพัฒนา (R&D) เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ซึ่ง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ก็มีมาตรการส่งเสริมด้านนี้เป็นสำคัญเช่นกัน รวมไปถึงการดึงดูดอุตสาหกรรม เซมิคอนดักเตอร์ ตั้งแต่ต้นน้ำ เนื่องจากที่ผ่านมาไทยมีแค่ปลายน้ำเท่านั้น ซึ่งไทยมีเซมิคอนดักเตอร์ หรือชิปในการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าจำนวนมาก อาทิ คอมพิวเตอร์ ถ้ามีอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ตั้งต้นน้ำก็จะทำให้ไทยไม่ต้องพึ่งพาการนำเข้าได้


