น้อง-แฟนสาว ผกก.โจ้ ร้องดีเอสไอ สอบการเสียชีวิต เล่าวันไปเยี่ยมครั้งสุดท้าย ปฏิเสธใช้ยาปรับสารเคมีในสมอง ตอบปมญาตินำผ้าขนหนูไปให้เมื่อ 3 ปีก่อน
เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 11 มี.ค.68 ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ถนนแจ้งวัฒนะ น.ส.ธนัญญา อุทธนผล อายุ 34 ปี น้องสาวของ พ.ต.อ.ธิติสรรค์ อุทธนผล หรือ อดีต ผกก.โจ้ พร้อมด้วย น.ส.สิภชา หรือทราย อายุ 28 ปี แฟนสาวอดีต ผกก.โจ้ และ ทนายวีรศักดิ์ นาคิน เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึง พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ
กรณี ขอให้ตรวจสอบการเสียชีวิตของ พ.ต.อ.ธิติสรรค์ ภายในห้องขังหมายเลข 50 แดน 5 เรือนจำกลางคลองเปรม รวมถึงประเด็นการถูกผู้คุมทำร้ายร่างกาย โดยมี ร.ต.อ.วิษณุ ฉิมตระกูล รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และ นายอังศุเกติ์ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ ผอ.กองกิจการอำนวยความยุติธรรม เป็นผู้แทนรับเรื่อง
ร.ต.อ.วิษณุ เปิดเผยว่า ในวันนี้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้มอบหมายให้ตนในฐานะที่เป็นรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งกำกับกองกิจการอำนวยความยุติธรรม และรับผิดชอบเกี่ยวกับ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมาน และการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 หรือ พ.ร.บ.อุ้มหายฯ ซึ่งในวันนี้ญาติของอดีต ผกก.โจ้ ทั้งแฟนสาว น้องสาว แม่ และทนายความ ได้มายื่นเอกสารข้อเท็จจริงเพื่อให้กรมสอบสวนคดีพิเศษรับไว้ตรวจสอบว่ามีการกระทำที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายอุ้มหายหรือไม่ อย่างไร
โดยในวันนี้เรารับฟังข้อเท็จจริงจากญาติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วนรายละเอียดขออนุญาตละเว้นการเปิดเผย อย่างไรก็ตาม ในฐานะเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ เราจะขอตรวจสอบในส่วนของกฎหมายที่เกี่ยวข้องก่อน ก็คือ พ.ร.บ.อุ้มหายฯ หากรายละเอียดการตรวจสอบได้ผลอย่างไรจะนำมาแจ้งให้ทราบอีกครั้ง
ทั้งนี้ กฎหมายอุ้มหายฯ ได้กำหนดให้ 4 หน่วยงาน สามารถดำเนินการได้ ทั้งพนักงานอัยการ พนักงานฝ่ายปกครอง ดีเอสไอ และตำรวจ แต่ด้วยความที่ญาติมายื่นร้องขอให้ดีเอสไอดำเนินการตรวจสอบ เราก็จะรับข้อมูลไปตรวจสอบให้ ส่วนจะใช้ระยะเวลานานเท่าใดต้องดูรายละเอียดก่อน และยืนยันว่าการตรวจสอบของเรา ไม่เกี่ยวกับสำนวนคดีหลักเรื่องการเสียชีวิตของ ผกก.โจ้ เพราะในส่วนนี้ เราดูแค่เรื่องกฎหมายการอุ้มหายฯ และข้อมูลที่ญาติได้ให้ในวันนี้ก็ถือเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง
ด้าน น.ส.สิภชา แฟนสาวอดีต ผกก.โจ้ กล่าวว่า วันนี้มาบอกเล่าข้อเท็จจริงเพิ่มเติมที่นอกเหนือจากเอกสารซึ่งเคยยื่นไปก่อนหน้านี้ เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อรูปคดี และเป็นการทวงความยุติธรรมให้ ผกก.โจ้ ไม่ใช่ว่าเราไม่มั่นใจในการทำงานของตำรวจ เรามั่นใจแต่อย่างที่เคยบอกไปว่าในฐานะคนในครอบครัวก็อยากช่วยเหลือ ผกก.โจ้ให้ถึงที่สุด อะไรที่ครอบครัวสามารถทำได้ก็จะทำ รวมทั้งอยากให้มีหลายหน่วยงานได้เข้ามาช่วยกันตรวจสอบ
ส่วนประเด็นที่ครอบครัวติดใจคือ ในเรื่องของการเสียชีวิต และรวมไปถึงกรณีที่ ผกก.โจ้ ถูกรังแก กลั่นแกล้ง ถูกทำร้ายร่างกาย เพราะก่อนหน้านี้ไม่ได้รับความเป็นธรรมตามที่ได้เคยร้องเรียนไป ส่วนเรื่องแรงจูงใจ อย่างที่ตนเคยบอกไว้ว่า ผกก.โจ้ มีความทุกข์อยู่แล้วตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา ที่ถูกกลั่นแกล้งรังแก มันมีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย เพราะคนเราไม่ได้ทำผิดแต่กลับถูกเอาไปขังอยู่ในนั้น มันถือว่าเป็นความทุกข์อยู่แล้ว แม้เรื่องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้วก็ตาม แต่เราก็ยังขอดำเนินการต่อไปในส่วนที่ทำได้
น.ส.สิภชา กล่าวอีกว่า สำหรับประเด็นที่กรมราชทัณฑ์ได้แถลงชี้แจงผ่านข่าวแจกสื่อมวลชนใน 6 ประเด็นนั้น ตนจะขอพูดในส่วนที่สามารถพูดได้ เพราะกลัวว่าจะมีปัญหากับเรื่องสำนวนในคดี แต่ตนบอกได้เลยว่าเรื่องข้างในเรือนจำมันเป็นแดนสนธยา เขาจะพูดหรือทำอะไรก็ได้ แต่เรื่องข้างนอก ผกก.โจ้ ยังคงยืนยันที่จะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด เพราะได้ถูกทำร้ายร่างกายและถูกกลั่นแกล้งจากผู้คุมจริงๆ ซึ่งเป็นการถูกกระทำจากบุคคลคนเดียวคือ ผู้คุมรายดังกล่าว
น.ส.สิภชา กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีความประสงค์ที่อยากให้ย้าย รรท.ผู้บัญชาการเรือนจำกลางคลองเปรม และผู้คุมแดน 7 ออกจากพื้นที่เรือนจำกลางคลองเปรมไว้ก่อนนั้น เรายังมีความต้องการดั้งเดิม วันนี้เราต้องการให้ย้าย รรท.ผู้บัญชาการเรือนจำกลางคลองเปรม และผู้คุมที่ชื่อ นายสิทธิพร ให้ออกจากพื้นที่เรือนจำกลางคลองเปรมไปก่อน เพราะกลัวว่าจะมีปัญหาในเรื่องการสืบพยาน เพราะตนเชื่อว่าเขาสามารถที่จะพูดหรือทำอะไรก็ได้ ขัดขวางการสอบ หรืออื่นใด
เมื่อถามถึงกรณีที่พนักงานสอบสวน สน.ประชาชื่น ไม่สามารถเข้าไปสอบสวนปากคำพยานภายในเรือนจำกลางคลองเปรมได้ถึง 2 ครั้ง มันเป็นประเด็นข้อขัดข้องในเรื่องของเอกสารการขออนุญาตจากผู้บัญชาการเรือนจำกลางคลองเปรมหรือไม่ หรือเป็นเพราะมีการผลัดเปลี่ยนตำแหน่งผู้บัญชาการเรือนจำในขณะนั้นหรือไม่ จริงๆ ผู้บัญชาการเรือนจำกลางคลองเปรมได้เปลี่ยนมาหลายครั้ง แต่ไม่เคยมีปัญหาเกิดขึ้น และต้องบอกว่าในการร้องเรียนที่ผ่านมา เราไม่เคยได้รับความเป็นธรรม เพราะเราได้ร้องเรียนส่งเอกสารไปยังเรือนจำฯ จำนวนทั้งสิ้น 4 ครั้ง แต่กลับไม่เคยได้รับความเป็นธรรม
เมื่อถามว่าในวันที่ได้เข้าไปเยี่ยม ผกก.โจ้ เป็นวันสุดท้าย เจ้าตัวได้ให้ข้อมูลอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ น.ส.สิภชา กล่าวว่า เขาก็ยังยืนยันว่าให้เรารีบไปดำเนินการเรื่องคดี ให้ดำเนินการสอบปากคำ ให้เข้ามาสอบปากคำภายในเรือนจำกลางคลองเปรม ซึ่งหากเข้ามาไม่ได้ก็ดูว่าทนายสามารถทำอะไรได้บ้าง เพราะจริงๆ มันเป็นสิทธิ์ของเขาอยู่แล้วที่เขาจะสามารถแจ้งความ แม้ความจริงเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ ไม่มีใครที่สามารถขัดขวางได้
ดังนั้น การที่มาขัดขวางแบบนี้คือต้องการที่จะปกปิดข้อเท็จจริงหรือไม่ ส่วนกรณีที่มีการเอาเพื่อนร่วมรุ่นตำรวจของ ผกก.โจ้ เข้าไปเยี่ยมด้วยนั้น ปกติบุคคลดังกล่าวอยู่ใน 10 รายชื่อเยี่ยมญาติอยู่แล้ว เพราะปกติแล้วเพื่อนของ ผกก.โจ้ ก็ได้เข้าไปเยี่ยมไปให้กำลังใจตามรายชื่อที่ผู้ต้องขังได้มีการอนุญาตอยู่แล้ว
เมื่อถามว่าในระหว่างที่ ผกก.โจ้ ถูกคุมขังอยู่ภายในแดน 7 และย้ายไปยังแดน 5 นั้น ได้ใช้ยาปรับสารเคมีในสมองหรือไม่ น.ส.สิภชา กล่าวปฏิเสธว่าไม่มี เพราะยาปรับสารเคมีในสมองจะเป็นพวกซึมเศร้า และไม่ได้ใช้ยาเกี่ยวกับเรื่องของการวิตกกังวล แพนิค ส่วนกรณีที่มีรายงานว่า ผกก.โจ้ มีการเบิกใช้ยา แล้วเจ้าหน้าที่ต้องนำยาไปจ่ายให้นั้น ปกติแล้วยาที่ ผกก.โจ้ รับประทานเป็นยานอนหลับ แต่ไม่ใช่ยาที่ทำให้สมองผิดปกติหรืออะไร ในเรื่องของความกดดันของ ผกก.โจ้ ระหว่างที่คุมขังอยู่ในเรือนจำนั้น เป็นเรื่องที่ถูกกลั่นแกล้งก็เป็นสิ่งที่เราพยายามร้องเรียนมาโดยตลอด 2 ปี แม้ย้ายไปอยู่แดน 5 ก็ยังพบเจอเรื่องดังกล่าว ส่วนความกดดันจะเป็นเหตุจูงใจทำให้ ผกก.โจ้ ก่อเหตุฆ่าตัวตายหรือไม่นั้น ก็อย่างที่ตนได้บอกไปว่า การที่ถูกลงโทษโดยไม่มีความผิด อย่างไรก็เป็นความทุกข์
ขณะที่ น.ส.ธนัญญา เปิดเผยว่า กรณีการเสียชีวิตของพี่ชายตน ทราบว่าตำรวจอยู่ระหว่างการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน และการสอบสวนปากคำพยาน ส่วนวันนี้เราได้แจ้งข้อมูลและมอบพยานหลักฐานแก่เจ้าหน้าที่ดีเอสไอไปเรียบร้อยแล้ว ส่วนการเข้าเยี่ยมญาติของเพื่อน ผกก.โจ้ ก็ถือเป็นการเข้าไปให้กำลังใจและสอบถามสารทุกข์สุกดิบ เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว
เมื่อถามว่าก่อนหน้านี้เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ญาติได้เคยนำผ้าขนหนูเช็ดตัวสีชมพูขนาดประมาณ 108 ซม. เข้าไปให้ ผกก.โจ้ภายในเรือนจำกลางคลองเปรมหรือไม่ น.ส.ธนัญญา กล่าวว่า ปกติมันนำเข้าไปให้ไม่ได้อยู่แล้ว แต่ในเรื่องของการฝากเงินให้ผู้ต้องขังเพื่อไปเบิกซื้อรายการสิ่งของเครื่องใช้ภายในเรือนจำนั้น ก็สามารถดำเนินการได้ เพราะว่าเงินเราได้ฝากเข้าไปเพื่อให้เขาไปจับจ่ายหักเงินในบัญชี แต่ถ้าจะให้เอาสิ่งของจากข้างนอกฝากเข้าไปในเรือนจำไม่สามารถทำได้ ส่วน ผกก.โจ้ จะกดซื้ออะไรในเรือนจำตนไม่ทราบ
เมื่อถามว่าการชี้แจงของแพทย์และทางกระทรวงยุติธรรมนั้น ทำให้ครอบครัวเกิดความสงสัยหรือรับได้กับข้อเท็จจริงจากรายงานการเสียชีวิตหรือไม่ ทนายวีรศักดิ์ กล่าวว่า อย่างไรคงต้องรอการตรวจพิสูจน์พยาธิวิทยาและพิษวิทยาอีกครั้ง เพราะมันจะมีระยะเวลาอีกประมาณสองถึงสามสัปดาห์ที่จะได้แจ้งกลับญาติเพิ่มเติม ส่วนจะให้น้ำหนักกับการชี้แจงของทางหน่วยงานอย่างไรนั้น เรายังขอไม่ให้น้ำหนักเพราะมันยังอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานและการตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์ ขอให้ทางพนักงานสอบสวนได้รวบรวมข้อเท็จจริงก่อนดีกว่า
อย่างไรก็ตาม ตนยังไม่ขอให้คำตอบว่ามันมีความสอดคล้องกับการเสียชีวิตของ ผกก.โจ้ หรือไม่อย่างไร เพราะมันขึ้นอยู่กับพนักงานสอบสวนที่เขาต้องรวบรวมพยานหลักฐาน ไม่ว่าจะเป็นพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ หรือการชันสูตรพลิกศพ เราจึงยังไม่สามารถให้คำตอบได้ จึงยังไม่ขอให้ความเห็นในด้านนี้
เมื่อถามถึงเรื่องภาพผ้าขนหนูเช็ดตัวสีน้ำตาลเข้ม พร้อมขนาดกว้าง 59 ซม. ยาว 112 ซม. ที่กรมราชทัณฑ์ได้เผยแพร่ออกมานั้น ทนายวีรศักดิ์ กล่าวว่า ในส่วนนี้ตนยังไม่ได้เข้าไปดู ส่วนเรื่องจะเชื่อหรือไม่เชื่อตนขอยังไม่ตอบ เพราะว่าเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานได้เก็บไปแล้ว และอย่างไรก็ต้องรอพิสูจน์หลักฐานได้แจ้งรายละเอียดกลับมา
ส่วนเรื่องที่ ผกก.โจ้ ได้เคยลงลายมือชื่อขอให้ยุติการสอบสวนเรื่องระหว่างที่ถูกคุมขังภายในเรือนจำนั้น ทนายวีรศักดิ์ กล่าวว่า ในส่วนนี้ขอไปดูรายละเอียดเอกสารอีกครั้งก่อน ส่วนกรณีที่มีรายงานข่าวว่าได้มีเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์โทรศัพท์ไปหาญาติเพื่อให้ถอนแจ้งความนั้น ในส่วนนี้ยังไม่ขอตอบ เพราะตอนนี้เจ้าหน้าที่ยังสอบข้อเท็จจริงอยู่ จึงขอให้เป็นข้อมูลที่เจ้าหน้าที่ต้องไปรวบรวมก่อน
เมื่อถามว่าในส่วนที่ พ.ต.ท.เชน กาญจนาปัจจ์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ และในฐานะโฆษกกรมราชทัณฑ์ ได้ให้คำยืนยันว่าการเสียชีวิตของ ผกก.โจ้ จะไม่เป็นการตายฟรี มันสะท้อนอย่างไรนั้น ทนายวีรศักดิ์ กล่าวว่า ในส่วนนี้ตนไม่ทราบ เพราะมันเป็นความคิดเห็นของท่าน เราขอยังไม่ให้คำตอบ
ส่วนในเรื่องที่ ผกก.โจ้ เคยมอบอำนาจให้ตนไปแจ้งความร้องทุกข์เรื่องการถูกทำร้ายร่างกาย แล้วกรมราชทัณฑ์ระบุว่าเป็นการทำผิดขั้นตอน เนื่องจากต้องทำหนังสือของสถานีโรงพักขออนุญาตไปยังผู้บัญชาการเรือนจำกลางคลองเปรมก่อน เนื่องด้วยจำนวนผู้ต้องขังภายในเรือนจำกลางคลองเปรมมีมากกว่า 6,000 ราย หากผู้ต้องขังล้วนมอบอำนาจให้ทนายความไปแจ้งพนักงานสอบสวน ก็จะเป็นการทำให้เรื่องมีความซับซ้อนวุ่นวายเกิดขึ้นภายในเรือนจำฯ
อันนี้คงต้องดูในส่วนของระเบียบของกรมราชทัณฑ์ เพราะเราได้ทำหนังสือมอบอำนาจไปตามขั้นตอนปกติ ส่วนที่รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ระบุว่ามันจะต้องมีหนังสือขออนุญาตจาก สน.ประชาชื่น ไปยังผู้บัญชาการเรือนจำฯ เพื่อ ผบ.เรือนจำฯ อนุมัติให้พนักงานสอบสวนเข้าไปสอบสวนปากคำได้นั้น ในส่วนที่จะต้องเข้าไปสอบสวน ได้มีหนังสือจากเจ้าพนักงานสอบสวนเข้าไปแล้ว แต่ว่าทางผู้บัญชาการเรือนจำในขณะนั้นก็ไม่ได้อนุมัติให้เข้าไป ซึ่งเราได้ร้องเรียนไปตลอดตั้งแต่ยุคผู้บัญชาการเรือนจำกลางคลองเปรมคนก่อนหน้า