ภูมิธรรม เผย ‘อันวาร์’ เสนอเป็นคนกลางเจรจาหยุดยิง ไทยพร้อม แต่กัมพูชาต้องแสดงความชัดเจน ชี้สื่อทั่วโลก 70 กว่าแห่ง เสนอข่าวชัด เขมรเริ่มยิงก่อน ประณาม ‘ฮุนเซน-ฮุนมาเนต’ ต้องรับผิดชอบ
เมื่อเวลา 10.55 น. วันที่ 25 ก.ค.2568 ที่กระทรวงมหาดไทย นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกฯ กล่าวกรณี นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวว่าได้พูดคุยกับนายภูมิธรรม และนายฮุน มาเนต นายกฯ กัมพูชาถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาว่า นายอันวาร์ ได้โทรศัพท์มาหาตน และได้พูดคุยกันจริงตามที่เป็นข่าว
ขณะเดียวกัน นายอันวาร์ ได้โพสต์ข้อความและความเห็นต่างๆ ในฐานะประธานอาเซียน โดยพยายามเป็นตัวกลางแก้ไขปัญหา เราจึงได้คุยกันในหลักการ และเห็นว่าควรหาทางยุติการปะทะและการเผชิญหน้ากัน ซึ่งโดยหลักการเราไม่ได้ขัดข้อง แต่การจะให้หยุดยิงเมื่อไหร่ ต้องให้มีความชัดเจนจากทางกัมพูชา เพราะไทยพยายามเจรจามาตลอดแต่ไม่เกิดผล
สิ่งที่เกิดขึ้น ก็เกิดการยิงเข้ามาในเขตแดนไทย ทั้งที่มีการตกลงกันไว้แล้วว่าห้ามนำอาวุธขึ้นไปยังปราสาทตาเมือนธม แต่กัมพูชานำกำลังขึ้นมาพร้อมอาวุธ ฉะนั้น สถานการณ์ตอนนี้เป็นสถานการณ์ที่เราต้องการความชัดเจน และความจริงใจในการทำ เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา สิ่งที่เกิดขึ้นคือการยั่วยุของทหารกัมพูชา ที่ไม่มีวินัยเท่าไร จึงส่งผลให้เกิดผลกระทบมาตลอด
นายภูมิธรรม กล่าวว่า รัฐบาลและกองทัพ จึงพยายามใช้ความอดทนอดกลั้นในการแก้ไขปัญหา หากนายอันวาร์ เสนอมา ก็ต้องไปเคลียร์ให้ชัดเจน จนเรามั่นใจว่าสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น จะไม่เกิดซ้ำซากอีก ถ้าชัดเจนเมื่อไร ค่อยว่ากัน แต่ตอนนี้เราให้ทหาร เราตรึงกำลังไว้ เนื่องจากนายอันวาร์ได้โทรมาหาตนตอนเวลา 18.00 น. วันที่ 24 ก.ค.
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา เรารับไม่ได้ เพราะกัมพูชาได้เปิดแนวรบ 4 แนวใหญ่ในเขตกองทัพภาคที่ 2 ในพื้นที่ 4 จังหวัด ประกอบด้วย จ.บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ฉะนั้นเจตนาที่เกิดขึ้น เริ่มต้นจากการยิงเข้ามา
สิ่งที่สำคัญที่ต้องประณามสมเด็จฮุนเซน ประธานวุฒิสภากัมพูชาอย่างรุนแรง ขณะเดียวกันนายกฯ กัมพูชาก็ต้องร่วมรับผิดชอบด้วย เพราะยิงโดยไม่มีเป้าหมายทางทหาร แต่มีเป้าหมายทางพลเรือน จะเห็นได้ว่ามีลูกหนึ่งลงที่ร้านสะดวกซื้อในปั๊มน้ำมัน ห่างจากตัวถังน้ำมันใหญ่ 40 เมตรเท่านั้น หากขยับมาแล้วโดนบริเวณถังน้ำมันจะเกิดระเบิดรุนแรง ไฟลุกท่วมในพื้นที่ของพลเรือน
ตรงนี้ผิดหลักกฎหมายระหว่างประเทศอย่างรุนแรง ที่สำคัญ ได้ยิงเข้ามากลางโรงพยาบาลพนมดงรัก ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลให้มีพลเรือนเสียชีวิต 20 กว่าคน และมีผู้บาดเจ็บสาหัสหลายคน
นายภูมิธรรม กล่าวต่อว่า ในสิ่งที่เจรจากับการปฎิบัติขณะนี้ขัดแย้งกัน โดยกัมพูชาได้มีการรุกราน แต่ไปประกาศว่าไทยเป็นผู้รุกราน แต่เมื่อเช้าที่ผ่านมาตนได้ดูข่าวจากสื่อมวลชนต่างประเทศกว่า 70 แห่ง ก็นำเสนอข่าวในทิศทางเดียวกัน ยืนยันว่ากัมพูชาเป็นผู้ทำร้ายเราก่อน ซึ่งมีตัวอย่างข่าวอยู่เกือบทุกฉบับ
ส่วนข้อมูลของทางฝั่งกัมพูชาก็มีปัญหา เพราะเป็นการพูดฝ่ายเดียวมีเจตจำนงที่จะรุกราน และละเมิดข้อตกลงระหว่างประเทศ เนื่องจากมีการรุกรานและทำร้ายเป้าหมายที่เป็นพลเรือน ที่ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่ค่อนข้างมากและชัดเจน
นายภูมิธรรม กล่าวอีกว่า ขณะที่ นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมว.ต่างประเทศ ที่ไปร่วมประชุมเวทีหารือทางการเมืองระดับสูงว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน ประจำปี 2025 ที่สหรัฐฯนั้น ตนจึงได้เรียกกลับมาด่วน เพื่อให้กลับมารับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม รมว.ต่างประเทศ ได้พบกับเลขาธิการองค์การสหประชาชาติแล้ว รวมถึงเลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ หรือ UNSC ซึ่งคิดว่าในรายละเอียดต่างๆ ที่ให้ไปมีการอธิบายหลักฐานให้เข้าใจอยู่แล้ว
ขณะเดียวกันเมื่อวานนี้ มีการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติวาระพิเศษ ซึ่งถือเป็นการประชุมคณะรัฐมนตรีด้วย ที่ประชุมจึงได้รับรองสิ่งที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันแรกที่มีเหตุยิงปะทะกัน จนกระทั่งยกระดับทางการทูตอย่างรุนแรงที่สุด อย่างไรก็ตาม ไม่ว่ากัมพูชาจะพูดอะไร ตนยังไม่เคยเห็นท่าทีของกัมพูชาที่รู้สึกว่าได้ก่อกรรมกระทำผิด รู้สึกว่าตัวเองผิดกฎระเบียบต่างๆ ฉะนั้น เรื่องนี้ก็ต้องรับผิดชอบ
เมื่อถามว่าการเรียกนายมาริษ กลับมาจะไม่ส่งผลถึงการเจรจากับ UNSC ใช่หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า นายมาริษได้พูดคุยโดยตรงอยู่ที่นู่น แต่ทางกระทรวงการต่างประเทศได้รับจากที่ประชุมเมื่อวานนี้ และตอนที่ตนคุยกับนายอันวาร์ กระทรวงการต่างประเทศก็ร่วมอยู่ด้วย และได้สั่งการแล้วว่าให้ดำเนินการทางการในการยื่นหนังสือ ซึ่งคิดว่าวันนี้ก็คงจะได้ดำเนินการ
เมื่อถามว่าที่สหรัฐฯ ให้ทูต UN ของไทยดำเนินการใช่หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า กว่าจะส่งหรือเลื่อนไปนั้นก็ลำบาก ซึ่งยังไม่เห็นเหตุการณ์ แต่นายมาริษ ได้นำเรื่องต่างๆ ไปพูดคุยอย่างเป็นทางการแล้ว
เมื่อถามว่าแบบนี้เรียกว่าเป็นอาชญากรทางสงครามหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า อยู่ที่ผู้มีอำนาจเกี่ยวข้อง ซึ่งดูแล้วตามมาตราต่างๆ ในกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับระหว่างประเทศ ก็เข้าข่ายการสร้างอาชญากรรมระหว่างประเทศ
เมื่อถามว่านายอันวาร์พูดคุยกับนายกฯ กัมพูชาว่าอย่างไร นายภูมิธรรม กล่าวว่า นายกฯ มาเลเซียได้พูดคุยกับนายกฯ กัมพูชา ก่อนจะโทรมาหาตน ตนจึงแจ้งไปว่าหลักการโอเค แต่วิธีการที่จะจัดการ วันเวลาสถานที่ ต้องรอให้ฝั่งกัมพูชาแสดงให้เห็นชัดเจนเพราะไทยยึดหลักสันติวิธีมา และขอเจรจามาตลอด
แต่กัมพูชาไม่เคยจะสนใจ ไม่เคยเจรจา ปล่อยให้ทางการไทย ยื่นเงื่อนไขไปอย่างเดียว แสดงให้เห็นถึงความไม่จริงใจ แล้ววันนี้เห็นภาพแล้วว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สมเด็จฮุนเซน นั่งอยู่ โดยใช้แผนที่ 1 ต่อ 50,000 ซึ่งเป็นแผนที่ละเอียดที่ไทยใช้มาตลอด ทั้งที่กัมพูชาพยายามพูดว่าบอกว่าให้ยึดตามแผนที่ 1 ต่อ 200,000
ดังนั้น สิ่งที่สมเด็จฮุนเซน พูดมาตั้งแต่ต้น ตนจึงอยากให้สาธารณชนดูว่าสมเด็จฮุนเซน ได้พูดอะไรที่เป็นความเป็นจริงหรือมีอะไรที่พลิกผันบ้าง เช่น การนำคลิปเสียงไปเปิดแล้วโพสต์ในเฟซบุ๊กส่วนตัว แต่เมื่อเกิดเรื่องขึ้น บอกว่ามีการเอาไปให้คนอื่น และให้คนอื่นไปเผยแพร่
ตนไม่เชื่อถือลักษณะผู้นำ สมเด็จฮุนเซน เชื่อถือได้หรือ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นมันฟ้องอยู่แล้วว่า ถ้าคุณยึดมั่นในหลักการ ต้องยิงเข้าสู่เป้าหมายทางทหาร แต่กลับยิงจรวดที่มีลำกล้อง ติดกล้องจำนวนมากยิงเข้าใส่เลยเป้าหมายทางทหาร รูปธรรมชัดเจนว่าจากเหตุที่เกิดขึ้นที่โรงพยาบาลและร้านสะดวกซื้อ ซึ่งอยู่ในเขตเมืองและเป็นที่อยู่ของพลเรือน
ดังนั้น สมเด็จฮุนเซนจะพูดอะไรก็พูดไป แต่ความเชื่อถือนั้นไม่มี และจากการติดตามสื่อต่างประเทศกว่า 70 แห่ง ก็ประณามและได้รายงานว่ากัมพูชาเป็นคนเริ่มก่อน
นายภูมิธรรม กล่าวถึงการอนุมัติเงินเยียวยาให้กับผู้ประสบเหตุพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชาว่าขณะนี้มีการพิจารณาแล้วในพื้นที่สำหรับผู้ว่าฯ ได้ขยายวงเงิน จาก 20 ล้านบาท เป็น 50 ล้านบาท ส่วนพื้นที่ที่ประสบเหตุรุนแรงจะได้ 100 ล้านบาท
โดยเมื่อเช้า นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกฯ และรมว.พลังงาน เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกฯ ซึ่งเท่าที่ทราบเบื้องต้นจะขยายเงินเยียวยาผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 1 ล้านบาท ส่วนผู้บาดเจ็บจะเยียวยาในเกณฑ์ที่ลดหลั่นกันไปตามลำดับ
นายภูมิธรรม กล่าวว่า ตนได้สั่งการให้ น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รมช.มหาดไทย ลงพื้นที่จ.อุบลราชธานี ซึ่งเป็นจุดที่มีการอพยพกว่า 100,000 คน และให้พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรมลงพื้นที่จ.ศรีสะเกษ เพื่อจะไม่ได้เป็นข้อกล่าวหาว่าเราลงพื้นที่เลือกตั้งซ่อม และกลายเป็นการหาเสียง
พร้อมมอบหมายให้นายสรวงศ์ เทียนทอง รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ลงพื้นที่จ.บุรีรัมย์ พร้อมมอบหมายให้น.ส.จิราพร สินธุไพร รมต.ประจำสำนักนายกฯ ลงพื้นที่จ.สุรินทร์ เพื่อเยี่ยมและให้กำลังใจผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต พร้อมกับได้สั่งงานไปที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยให้นำรถบรรทุกน้ำและอาหารพระราชทาน เพื่อเป็นการช่วยเหลือให้ได้มากที่สุด
เมื่อถามว่ากรณีของงบประมาณท้องถิ่นจะต้องทำการยกเว้น เพื่อขอใช้งบฯ ในเหตุการณ์ดังกล่าวได้หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ในระหว่างพูดคุยของรัฐบาลและสำนักงบประมาณ