กต.แถลงผลเชิญทูตรับฟังปัญหาชายแดน ยันไทยมีหลักฐานว่ากัมพูชาเปิดฉากโจมตี-ไม่เลือกเป้าหมาย เชื่อนานาชาติเห็นหลักฐานเชิงประจักษ์-พิสูจน์ได้ ชี้กัมพูชาละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างชัดเจน ไม่มีประเทศไหนปล่อยร่างผู้เสียชีวิตที่ออกมาสู้รบ ให้นอนอยู่กับดิน
วันที่ 4 ส.ค.2568 ที่กระทรวงการต่างประเทศ(กต.) นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงกรณีการบรรยายสรุปแก่คณะทูตและองค์การระหว่างประเทศ 74 ประเทศ เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยสรุปเป็น 9 ประเด็น ดังนี้
1.ประเทศไทยมีความรับผิดชอบต่อประชาคมระหว่างประเทศ ยึดมั่นในสันติภาพ กฎหมายระหว่างประเทศ หลักการสากลต่างๆ และมุ่งมั่นพัฒนาความสัมพันธ์กับกัมพูชาใฐานะเพื่อนบ้านที่ดี แต่ความมุ่งหวังดังกล่าวไม่ได้รับการตอบสนองที่ดีจากกัมพูชา ตั้งแต่ต้นปี 2568 กัมพูชาดำเนินการยั่วยุไทยหลายครั้ง เป็นฝ่ายเปิดฉากโจมตีไทยและละเมิดพันธกรณีระหว่างประเทศหลายกรณี
2.ฝ่ายไทยมีหลักฐานเชิงประจักษ์ที่บ่งชี้ว่ากัมพูชาเป็นฝ่ายเริ่มต้นโจมตีก่อนและโจมตีอย่างไม่เลือกเป้าหมาย ส่งผลให้สถานที่พลเรือน เช่น ปั๊มน้ำมัน ร้านสะดวกซื้อ โรงพยาบาล โรงเรียน ได้รับความเสียหาย อีกทั้งยังทำให้พลเรือนรวมถึงเด็กต้องเสียชีวิตและบาดเจ็บ ชาวบ้านอีกนับแสนคนต้องอพยพไปอยู่ในสถานที่พักพิงชั่วคราว ซึ่งสิ่งเหล่านี้ คณะทูต ผู้ช่วยทูตทหาร ที่ลงพื้นที่ในวันที่ 1 ส.ค. รวมถึงสื่อมวลชนได้เห็นด้วยตาตัวอง
3.การตอบโต้จากฝ่ายไทยทุกครั้ง เป็นการใช้สิทธิป้องกันตนเองโดยชอบธรรม ตามมาตรา 51 ของกฎบัตรสหประชาชาติ เพื่อปกป้องอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดนและความปลอดภัยของประชาชน นอกจากนี้การปฏิบัติการทางทหารของไทยผ่านการไตร่ตรองมาดีแล้ว มีการตอบโต้อย่างได้สัดส่วน ตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักกฎหมายระหว่างประเทศ และที่สำคัญได้มุ่งเป้าไปที่เป้าหมายทางทหารกัมพูชาเท่านั้น จึงไม่ถือเป็นการรุกราน
4.การโจมตีอย่างไม่เลือกเป้าหมายของกัมพูชาต่อพลเรือนและพื้นที่สาธารณะ ถือเป็นการรุกรานอย่างชัดเจนและเป็นการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง โดยเฉพาะอนุสัญญาเจนีวา ฉบับที่ 1 และฉบับที่ 4 รวมถึงตราสารระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนต่างๆ นอกจากนี้การวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลของฝ่ายกัมพูชาถือเป็นการละเมิดสัญญาออตตาวา ซึ่งไทยขอประณามอย่างรุนแรงที่สุด
5.ไทยปฏิเสธข้อกล่าวหาของกัมพูชาที่ไม่มีหลักฐานรองรับในทุกเวทีและในทุกประเด็น อาทิ ข้อกล่าวหาว่าไทยรุกรานและสร้างความเสียหายต่อปราสาทพระวิหาร รวมถึงข้อกล่าวเกี่ยวกับการคุกคามแรงงานกัมพูชาในประเทศไทย เป็นต้น ซึ่งฝ่ายไทยได้ส่งหนังสือชี้แจงถึงองค์การแรงงานระหว่างประเทศ และยูเนสโกแล้ว
6.ไทยชื่นชมบทบาทของมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียนที่อำนวยความสะดวกให้เกิดการประชุมสมัยพิเศษและนำมาสู่การบรรลุข้อตกลงหยุดยิงระหว่างไทย-กัมพูชา พร้อมขอบคุณสหรัฐอเมริกาและจีนที่มีบทบาทสนับสนุนให้การหยุดยิงเกิดขึ้น แต่น่าผิดหวังที่ฝ่ายกัมพูชาละเมิดข้อตกลงหยุดยิงหลายครั้งในหลายพื้นที่ ฝ่ายไทยจึงขอเรียกร้องให้กัมพูชาเคารพและปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างเคร่งครัด
7.ฝ่ายไทยยังมุ่งมั่นแก้ปัญหาโดยสันติวิธี ผ่านกลไกทวิภาคีที่ดีอยู่ โดยไทยตั้งใจเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ในวันที่ 4-7 ส.ค.นี้ ด้วยความจริงใจ เพื่อให้เกิดการบังคับใช้ข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด รวมทั้งการวางกลไกเพื่อปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าว
8.นอกจากการประชุม GBC กลไกทวิภาคีที่จะมีต่อไปคือ JBC หรือคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม โดยไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมในเดือน ก.ย.นี้ โดยหวังว่ากัมพูชาจะเข้าร่วมด้วยความจริงใจ เพื่อหาทางออกร่วมกันในเรื่องเขตแดน
9.ฝ่ายไทยขอเรียกร้องให้กัมพูชายุติการบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร ซึ่งมีขึ้นแทบจะเป็นรายวันและกลายเป็นเรื่องปกติ การกระทำที่ไร้ความรับผิดชอบเช่นนี้เป็นอุปสรรคต่อการสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการฟื้นฟูความไว้ใจซึ่งกัน และทำให้ความขัดแย้งขยายตัวไปสู่ระดับประชาชนทั้ง 2 ประเทศ ซึ่งเป็นการบั่นทอนความพยายามในการทำให้ความสัมพันธ์กลับสู่สภาวะปกติ
เมื่อถามถึงกรณีมีการเผยแพร่คลิปในสื่อสัมคมออนไลน์ เกี่ยวกับร่างของทหารกัมพูชาที่เสียชีวิตบริเวณแนวชายแดนและไม่ได้ถูกเก็บกลับไป จะมีการพิสูจน์และสื่อสารกับสังคมโลกอย่างไร โฆษก กต. กล่าวว่า การปฏิบัติดังกล่าวเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ไม่มีประเทศไหนปล่อยร่างผู้เสียชีวิตที่ออกมาสู้รบให้นอนอยู่บนดินแบบนั้น
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ต้องรอหลักฐานเชิงประจักษ์ที่สามารถพิสูจน์ได้ พร้อมย้ำว่าฝ่ายไทยจะไม่ดำเนินการใดๆ ที่เป็นการกล่าวหา แม้จะเป็นความจริง แต่ต้องพิสูจน์ได้
ส่วนที่กัมพูชาโจมตีสถานที่พลเรือนของไทย รวมถึงสถานพยาบาลจนได้รับความเสียหาย มีข้อกฎหมายระหว่างประเทศที่กำกับว่าผู้กระทำผิดจะต้องชดใช้ ซึ่ง กต.อยู่ระหว่างดำเนินการแบบคู่ขนาน เพื่อดูว่าสิ่งที่ไทยจะต้องเรียกร้องจากฝ่ายกัมพูชามีอะไรบ้าง ไม่ใช่แค่ค่าเสียหาย แต่มีมากกว่านั้น ซึ่งอยู่ในแผนของ กต.ที่ต้องทำ
โฆษก กต. กล่าวว่า มั่นใจว่า ความจริงจากฝ่ายไทยได้รับการยอมรับและได้รับการสะท้อนโดยประชาคมระหว่างประเทศ เนื่องจากใช้การพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ ไม่ได้ปั้นเรื่องขึ้นมา จึงเชื่อว่าสิ่งที่คณะทูตและทูตทหารได้เห็นจากการลงพื้นที่ เมื่อวันที่ 1 ส.ค.ที่ผ่านมา เขาดูจากหลักฐานเชิงประจักษ์และหลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์ พร้อมยกตัวอย่างชนิดกับระเบิดหรืออาวุธที่ใช้โจมตี ก็สามารถพิสูจน์ได้
แม้กัมพูชาจะนำเสนอข้อมูลที่เอนเอียงเข้าหาตัวเอง แต่ไม่เห็นหลักฐานสนับสนุนสิ่งที่กัมพูชาพูด ในขณะเดียวกันมีหลักฐานชัดเจนสนับสนุนสิ่งที่ฝ่ายไทยพูด