จากกรณี ไวยาวัจกรวัดม่วง แจ้งความว่าถูกคนร้ายเข้าลักทรัพย์ รวมมูลค่า 22 ล้านบาท ประกอบด้วย เงินสด 10 ล้านบาท ทองคำแท่ง 250 บาท ตั้งแต่เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.68 นั้น
ความคืบหน้าเมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 23 ส.ค. พ.ต.อ.ปราโมทย์ จันทร์บุญแก้ว ผกก.สน.เพชรเกษม กล่าวว่า พระราชวัชรพัฒนาทร หรือพระณรงค์ โพธิ์กระทุ่ม อายุ 72 ปี เจ้าอาวาสวัดม่วงพร้อมทนายความ เดินทางมาพบ พงส.สน.เพชรเกษม เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาว่า ร่วมกันแจ้งข้อความ อันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่พนักงานสอบสวนหรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญาซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย ตามคดีอาญาที่ 405/68 ลง 13 ส.ค. 2568
โดยให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ทางพนักงานสอบสวนได้บันทึกปากคำบันทึกแจ้งข้อกล่าวหา,พิมพ์มือ ไว้ประกอบสำนวนการสอบสวนแล้ว เมื่อวันที่ 22 ส.ค. เวลา 16.00 น. ที่ผ่านมา หลังทางพนักงานสอบสวนสน.เพชรเกษม มีการนัดหมายในวันดังกล่าวเวลา 14.00 น. พร้อมกับแจ้งข้อหานายศักดา เลิศฤทธิ์สมบูรณ์ ไวยาวัจกรวัดม่วง เข้าพบพนักงานสอบสวนอีกครั้ง
รายงานข่าวแจ้งอีกว่า หลังจากเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งความ ทางพนักงานสอบสวน และฝ่ายสืบสวน สน.เพชรเกษมได้ประสานให้เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานลงพื้นที่จุดเกิดเหตุภายในกุฏิและเก็บพยานหลักฐานโดยมีรูปเจ้าอาวาสวัดม่วงชี้จุดที่เก็บเงินสดและทองคำ
ต่อมาวันที่ 2 ก.ค. , 15 ก.ค. และวันที่ 4 ส.ค. ทางพนักงานสอบสวนได้สอบปากคำเจ้าอาวาสวัดม่วงในฐานะผู้กล่าวหากระทั่งพบว่าคำให้การของเจ้าอาวาสวัดม่วงมีการปกปิดไม่ตรงกับข้อเท็จจริงกับข้อมูลที่เจ้าหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐานไว้ได้
กล่าวคือ เมื่อวันที่ 18 เม.ย.68 เจ้าอาวาสวัดม่วง และนายศักดา ไวยาวัจกร ได้นำทองคำหนัก 170 บาทไปขายที่ บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง คอมโมดิทัช จำกัด (ร้านทอง) ย่านเยาวราช กทม. โดยนายศักดา เป็นผู้ทำธุรกรรมแทนเจ้าอาวาส แบ่งเป็นทองคำของเจ้าอาวาสหนัก 120 บาท (ทองแท่งหนัก 50 บาท 2 แท่ง และทองหนัก 20 บาท 1 แท่ง)
ซึ่งประเด็นนี้ เจ้าอาวาสวัดม่วง ยังไม่เคยให้การในประเด็นนี้กับทางพนักงานสอบสวน ซึ่งขัดแย้งกับข้อเท็จจริง ที่เคยแจ้งความไว้ในคดีนี้ครั้งแรกว่า เงินสดและทองคำ ที่อ้างว่าหายไปนั้นจะเก็บไว้เพื่อใช้จ่ายการก่อสร้างและกิจกรรมภายในวัด หรือซื้อทองคำแท่งมาเพื่อเกร็งกำไรไว้นำไปใช้จ่ายในวัด
นอกจากนี้ชุดสืบสวนได้พบข้อมูลจากโทรศัพท์ของนายศักดา มีภาพการขายทองคำแท่งหนัก 170 บาท, เช็คเงินสดของธนาคารแห่งหนึ่ง ของบริษัท ฮั่วเซ่งเฮงฯ สั่งจ่ายนายศักดา และภาพถ่ายวีดีโอ จากมือถือนายศักดา นำเงินสดที่ถอนจากธนาคารจำนวนกว่า 5.2 ล้านใส่กระเป๋าเดินทางส่งให้กับเจ้าอาวาสวัดม่วงและภาพคลิปวีดีโอขณะเจ้าอาวาสวัดม่วงนั่งนับเงินสดดังกล่าว
หลังจากพบมีหลักฐานดังกล่าวเจ้าหน้าที่จึงเรียกให้นายศักดาไปสอบปากคำ แต่นายศักดา ก็ยังยืนยันว่าไม่ได้นำทองคำที่แจ้งหายดังกล่าวไปขาย จึงเข้าข่ายข้อความอันเป็นเท็จ ประกอบกับ ทรัพย์สินที่แจ้งว่าถูกลักทรัพย์นั้นมีจำนวนมาก เก็บไว้ในห้องที่เกิดเหตุมีกล้องวงจรปิดบันทึกตลอดเวลา
แต่เจ้าอาวาสวัดม่วงกลับนำวัสดุมาปิดหน้ากล้อง อันเป็นการผิดวิสัยของวิญญูชน และได้มีพระนิทัศน์ ประเสริฐ ได้เข้ามาพบพนักงานสอบสวนช่วยแจ้งความร้องทุกข์ ดำเนินคดีกับเจ้าอาวาสวัดม่วง และนายศักดา ในเรื่องแจ้งความและให้การอันเป็นเท็จ เพื่อดำเนินคดี
