ศาลอาญาคดีทุจริต ภาค 1 รับฟ้อง 4 อดีต ป.ป.ช. ตกเป็นจำเลยคดีปฏิบัติหน้าที่มิชอบขัดคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลคดีนาฬิกาบิ๊กป้อม

เมื่อวันที่ 10 ก.ย.2568 ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 1 ศาลอ่านคำสั่งในคดีหมายเลขดำที่ อท95/2567 ระหว่างนายวีระ สมความคิด โจทก์ นายนิวัติไชย เกษมมงคล จำเลยที่ 1 และพวกรวม 12 คน

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นประธานเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน จำเลยที่ 1 เป็นเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตั้งแต่ปี 2564 ถึงปัจจุบัน จำเลยที่ 2 เป็น เลขาธิการป.ป.ช. ตั้งแต่วันที่ 24 ธ.ค. 2560 ถึงปี 2564 ขณะเกิดเหตุเดือนต.ค. 2562 จำเลยที่ 2 เป็นเลขาธิการ และหลังจากศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษา ถึงที่สุด ในปี 2566 จำเลยที่ 1 เป็นเลขาธิการถึงปัจจุบัน

จำเลยที่ 3 ถึงที่ 12 ประกอบด้วย พล.ต.อ ดร.วัชรพล ประสารราชกิจ จำเลยที่ 3 นายปรีชา เลิศกมลมาศ จำเลยที่ 4 พล.ต.อ.สถาพร หลาวทอง จำเลย ที่ 5 นายณรงค์ รัฐอมฤต จำเลยที่ 6 น.ส.สุภา ปิยะจิตติ จำเลยที่ 7 นายวิทยา อาคมพิทักษ์ จำเลยที่ 8 นางสุวณา สุวรรณจูฑะ จำเลยที่ 9 พล.อ.บุณยวัจน์ เครือหงส์ จำเลยที่ 10 นายณัฐจักร ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา จำเลยที่ 11 และนายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข จำเลยที่ 12 เป็นคณะกรรมการ ป.ป.ช.

ขณะเกิดเหตุเดือนต.ค. 2562 มีจำเลยที่ 3 ถึงที่ 10 เป็นคณะกรรมการ ป.ป.ช.และหลังจากศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาถึงที่สุดในปี 2566 มีจำเลยที่ 3 , ที่ 7 , ที่ 8 , ที่ 9 , ที่ 11 และที่ 12 เป็นคณะกรรมการ ป.ป.ช. โจทก์มีหนังสือถึงจำเลยที่ 3 ถึงที่ 10 ขอให้ไต่สวน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ กรณีจงใจยื่นบัญชี แสดงรายการทรัพย์สินอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ โดยไม่แสดงว่ามีนาฬิกาข้อมือมือราคาแพง จำนวนมาก และแหวนประดับมีค่าหลายรายการ

แต่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 10 มีมติไม่รับเรื่องดังกล่าวไว้ไต่สวน

ข้อเท็จจริง โจทก์ขอข้อมูลข่าวสารของราชการเกี่ยวกับสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าว 3 รายการคือ
1. รายงานการแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานเอกสารทั้งหมด
2. ความเห็นของพนักงานเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ทุกคนที่รับผิดขอบในเรื่องกล่าวหาดังกล่าว
3. รายงานการประชุมของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว

จำเลยที่ 3 ถึงที่ 10 ในฐานะคณะกรรมการ ป.ป.ช. ขณะนั้น พิจารณาแล้วมีมติไม่ให้เปิดเผยรายงานการประชุม บันทึกเสนอรายงานผลการตรวจสอบและเอกสารประกอบที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากเห็นว่าเป็นความเห็น หรือคำแนะนำ ภายในหน่วยงานของรัฐในการดำเนินการเรื่องใดเรื่องหนึ่งอันเป็นข้อมูลข่าวสารตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสาร ของราชการ พ.ศ. 2540 มาตรา 15 วรรค 1 (3)

ทั้งยังอยู่ระหว่างการดำเนินการตรวจสอบเรื่องกล่าวหา พล.อ.ประวิตร ว่าเป็นเจ้าพนักงานของรัฐรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้ เรื่องกล่าวหาว่า มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ซึ่งต้องห้ามไม่ให้เปิดเผยตามมาตรา 36 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 จึงเป็นข้อมูลข่าวสารที่เจ้าหน้าที่ของรัฐอาจมีคำสั่งมีให้เปิดเผยได้ตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2550 มาตรา 15 (6)

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งที่ไม่ให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารต่อคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ต่อมาคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร สาขาสังคม การบริหารราชการแผ่นดินและการบังคับใช้กฎหมายมีคำวินิจฉัยที่ สค.333 /2562 ลงวันที่ 22 ส.ค. 2562 ให้สำนักงาน ป.ป.ช. เปิดเผยข้อมูลข่าวสารทั้ง 3 รายการดังกล่าว

โจทก์ไปขอรับข้อมูลข่าวสาร แต่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 10 มีมติให้ข้อมูลบางรายการ แต่ต้องปกปิด บางส่วน และข้อมูลบางรายการต้องขออนุญาตจากพยานเสียก่อน โจทก์ฟ้องสำนักงาน ป.ป.ช. และคณะกรรมการ ป.ป.ช. ต่อศาลปกครองชั้นต้น

ศาลปกครองกลางพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องทั้งสองเปิดเผยข้อมูลข่าวสารรายการที่ 1 รายการที่ 2 เฉพาะความเห็นของเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่เสนอประกอบการพิจารณาของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 10 และรายการที่ 3 แก่โจทก์ตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารสาขาสังคม การบริหารราชการแผ่นดินและการบังคับใช้กฎหมาย

ผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องทั้งสองไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น จึงอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องทั้งสองเปิดเผย ข้อมูลข่าวสารทั้งสามรายการตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารสาขาสังคมการบริหารราชการแผ่นดินและการบังคับใช้กฎหมาย แต่จำเลยที่ 1, ที่ 3, ที่ 7, ที่ 8, ที่ 9, ที่ 11 และที่ 12 ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด

ระหว่างพิจารณาโจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 4 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1
อนุญาต และจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 4 ออกจากสารบบความ

ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ไต่สวนแล้วมีคำสั่งว่า พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 10 พิจารณาหนังสือของโจทก์ที่ขอข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริง กรณีการกล่าวหาพล.อ.ประวิตร จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบสามรายการดังกล่าวแล้ว มีมติไม่ให้เปิดเผยเอกสารตามที่โจทก์ขอ เนื่องจากเห็นว่าเป็นความเห็นหรือคำแนะนำภายในหน่วยงานของรัฐ

ในการดำเนินการเรื่องหนึ่งเรื่องใด ตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 มาตรา 15 (3) และยังอยู่ระหว่างการดำเนินการตรวจสอบเรื่องกล่าวหาพล.อ.ประวิตร ว่าเป็นเจ้าพนักงานของรัฐรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้ และเรื่องกล่าวหาว่า มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ซึ่งต้องห้ามมิให้เปิดเผย ตามพ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 36

จึงเป็นข้อมูลข่าวสารที่เจ้าหน้าที่ของรัฐอาจมีคำสั่งมิให้เปิดเผยได้ ตามพ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 มาตรา 15 (6) เป็นกรณีที่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 10 ประชุมพิจารณามีความเห็นแล้วลงมติตามที่ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.ศ. 2540 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง
( 3) (6) และพ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 326 ให้อำนาจจำเลยที่ 3 ถึงที่ 10 ใช้ดุลพินิจพิจารณาและลงมติได้

เมื่อโจทก์ไม่เห็นด้วยกับมติดังกล่าว พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 มาตรา 18 ให้สิทธิโจทก์ยื่นคำอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารได้ ซึ่งโจทก์ยืนอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการดังกล่าว และคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารสาขาสังคม การบริหารราชการแผ่นดินและการบังคับใช้กฎหมายมีคำวินิจฉัยที่ สค. 333/2562ลงวันที่ 22 ส.ค.2562 ให้สำนักงานคณะกรรมการ ป.ป.ช.เปิดเผยข้อมูลข่าวสารตามที่โจทก์ขอ

แต่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 10 ในฐานะ คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติให้ข้อมูลบางรายการ แต่ต้องปิดบางส่วน หรือข้อข้อมูลบางรายการต้องขออนุญาตจาก พยานเสียก่อน แต่มิได้กำหนดวันที่จะให้ข้อมูลข่าวสารแก่โจทก์ เมื่อโจทก์ขอให้คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ บังคับสำนักงานคณะกรรมการ ป.ป.ช. โดยจำเลยที่ 2 ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการข้อมูล ข่าวสารของราชการ

ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการมีหนังสือแจ้งโจทก์ว่า สำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการมีหนังสือ แจ้งให้สำนักงานคณะกรรมการ ป.ป.ช.ปฏิบัติตามคำ วินิจฉัย และหากโจทก์ยังไม่ได้รับข้อมูลข่าวสารครบถ้วนโจทก์สามารถใช้สิทธิฟ้องต่อศาลปกครอง

ต่อมา โจทก์ฟ้อง สำนักงาน ป.ป.ช.และคณะกรรมการ ป.ป.ช. ต่อศาลปกครองแล้ว กระบวนการพิจารณาของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 10 ในการประชุม พิจารณา มีความเห็นและลงมติเกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารที่โจทก์ขอ หรือการประชุมพิจารณา มีความเห็นและลงมติเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น

ก่อนศาลปกครองสูงสูงสุดมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 21 เม.ย.2566 เป็นวิธีการที่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 10 ใช้ดุลพินิจพิจารณามีความเห็นและลงมติเกี่ยวกับวิธีปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารสาขาสังคม การบริหารราชการแผ่นดินและการบังคับใช้กฎหมาย ตามพ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 หรือต้องดำเนินการตามพ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561

ซึ่งจำเลยที่ 3 ถึงที่ 10 เห็นว่าเป็นกฎหมายเฉพาะและยังไม่มีข้อยุติในขณะนั้น ทำให้จำเลยที่ 3 และที่ 5 ถึงที่ 10 ใช้ ดุลพินิจพิจารณาไปตามที่ พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.๒๕๖๑ บัญญัติไว้ก่อนศาลปกครองสูงสูงสุดจะมีคำวินิจฉัยในประเด็นที่โจทก์และจำเลยที่ 3 ถึงที่ 10 โต้แย้งและมีความเห็นไม่ตรงกันดังกล่าว

ดังนั้น การที่จำเลยที่3 และที่ 5 ถึงที่ 10 ใช้ดุลพินิจพิจารณาและมีมติเกี่ยวกับคำขอให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารของโจทก์ โดยเห็นว่าต้องปฏิบัติตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 บัญญัติไว้ยังฟังไม่ได้ว่าเป็นการปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต

ที่โจทก์ฟ้องจำเลย ที่ 3 และที่ 5 ถึงที่ 10 ว่ากระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 ในช่วงเวลาก่อนศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาจึงไม่มีมูล

สำหรับจำเลยที่ 2 ในฐานะเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา148, 151 กำหนดให้เลขาธิการรับผิดชอบปฏิบัติงานโดยขึ้นตรงต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. และต้องปฏิบัติงานตามมติ คณะกรรมการ ป.ป.ช การดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับเรื่องข้อมูลข่าวสารที่โจทก์ขอ จำเลยที่ 2 ต้องปฏิบัติตามมติของ คณะกรรมการ ป.ป.ช.

ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 กระทำไปโดยลำพัง แต่ฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ปฏิบัติตามมติของคณะกรรมการ ป.ป.ช.เกี่ยวกับการเปิดเผยหรือไม่เปิดเผยเอกสารที่โจทก์ขอ การกระทำของจำเลยที่ 2 ที่ปฏิบัติตามมติของคณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมิใช่เป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้ เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157

ดังนั้น ที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ถึงที่ 10 ว่ากระทำความผิดในช่วงเวลาก่อนศาลปกครอง สูงสุดมีคำพิพากษาจึงไม่มีมูล แต่หลังจากศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 21 เม.ย. 2566 คำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ย่อมผูกพันสำนักงานคณะกรรมการ ป.ป.ช. และคณะกรรมการ ป.ป.ช.

ข้อเท็จจริงจากการ ไต่สวนได้ความว่า จำเลยที่ 1, ที่ 3, ที่ 7, ที่ 8, ที่ 9, ที่ 11 และที่ 12 ยังมิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาล ปกครองสูงสุดที่พิพากษาให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารทั้งสามรายการ ตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยการ เปิดเผยข้อมูลข่าวสารสาขาสังคม การบริหารราชการแผ่นดินและการบังคับใช้กฎหมายที่ สค.333/2562 แก่โจทก์ ภายใน 15 วันนับแต่วันที่ศาลปกครองสูงสุดมีพิพากษา

โดยจำเลยที่ 1, ที่ 3, ที่ 7, ที่ 8, ที่ 9, ที่ 11 และที่ 12ต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 125 บัญญัติไว้ ได้ความจากมติการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.ครั้งที่45/2566 ลงวันที่ 25 เม.ย. 2566 ว่าที่ประชุมรับทราบคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขดำที่ อ.798/2564 คดีหมายเลขแดงที่อ.224/2566 แต่จำเลยที่3, ที่ 7, ที่ 8, ที่ 9, ที่ 11 ซึ่งเป็นคณะกรรมการ ป.ป.ช.ฝ่ายเสียงช้างมาก มีมติให้มีหนังสือชี้แจงหรือขอพิจารณาคดีใหม่ต่อศาลปกครองสูงสุด

พร้อมกับขอทุเลาการบังคับคดีตามคำพิพากษา และมีหนังสือขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 ส่วนจำเลยที่ 12 ฝ่ายเสียงข้างน้อยเห็นควรดำเนินการตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด

และในการประชุมครั้งที่ 127 /2566ลงวันที่ 4 ธ.ค.2566 จำเลยที่ 3,7,8 ฝ่ายเสียงข้างมาก มีมติให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสาร แต่ให้ปกปิดข้อมูลส่วนบุคคลหรือข้อมูลที่เป็นรายละเอียดของผู้กล่าวหา ผู้แจ้งเบาะแส และพยาน โดยจำเลยที่ 9 เเละ12 ฝ่ายเสียงข้างน้อยเห็นควรให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด

พฤติการณ์การกระทำของจำเลยที่ 3,7,8,11 ที่ลงมติไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ของศาลปกครองสูงสุดดังกล่าว จึงมีมูลว่าเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157ประกอบมาตรา 83

ส่วนจำเลยที่ 9,12 มีความเห็นและลงมติให้ปฏิบัติตามคำพิพากพากษาศาลปกครองสูงสุด การกระทำของจำเลยที่ 9,12 จึงไม่มีมูลเป็นความผิดตามฟ้อง

ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นเลขาธิการสำนักงาน ปปช.ซึ่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯมาตรา 148, 151 กำหนดให้เลขาธิการรับผิดชอบปฏิบัติงานโดยขึ้นตรงต่อและต้องปฏิบัติงานตามมติคณะกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งข้อเท็จจจริงจากการไต่สวนฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำไปโดยลำพัง แต่ฟังได้ว่า ปฏิบัติตตามมติของคณะกรรมการ ป.ป.ช.

การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงมิใช่เป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา157 จึงให้ประทับฟ้องจำเลยที่ 3,7,8,11 ไว้พิจารณา ยกฟ้องจำเลยที่ 1,2,5,6,9,10,12

ศาลนัดพร้อมเพื่อสอบคำให้การและกำหนดวันนัดพิจารณา ในวันที่ 28 ต.ค. 2568

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน