สรรพสามิต ลุยฟ้อง NETA สืบทรัพย์ เรียกเงินอุดหนุน EV คืน เอาแบงก์การันตีจากผู้รับจ้างผลิต หลังเลิกลงทุนในไทย ยอมรับดำเนินคดีได้แค่บริษัทในไทย
เมื่อวันที่ 7 ม.ค.69 แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า จากกรณีค่ายรถยนต์เนต้า (NETA) ซึ่งเป็นค่ายรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) จากประเทศจีน ถอนการลงทุนในเมืองไทยกลับเมืองจีนไปแล้วนั้น ขณะนี้ทางกรมสรรพสามิตอยู่ระหว่างเตรียมดำเนินการฟ้องร้อง เพื่อดำเนินคดีติดตามสืบทรัพย์สินของทางค่ายรถยนต์เนต้าดังกล่าว
เนื่องจากเป็นผู้ที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน ภายใต้มาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า ทั้ง EV3 และ EV3.5 ที่ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลตามมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า โดยจะเป็นการติดตามสืบทรัพย์จากบริษัท เนต้า ออโต้ (ไทยแลนด์) จำกัด ที่จดทะเบียนประเทศไทย เนื่องจากกฎหมายไม่สามารถไปไล่เบี้ยได้ถึงบริษัทในจีน
“ต้องติดตามทรัพย์สินให้ได้เงินกลับคืนมา โดยในส่วนที่ได้รับการส่งเสริมตามมาตรการ EV3 ทางเนต้ามีการจ้างโรงงานในประเทศไทยผลิตให้ ซึ่งเข้าใจว่าวางแบงก์การันตีกันไว้ด้วย คงต้องไปไล่เบี้ยติดตามจากบริษัทที่รับจ้างผลิตตรงนั้น ส่วน EV3.5 ทางเนต้าระบุเงื่อนไขไว้ว่า จะผลิตเอง ก็ต้องดูว่าทรัพย์สินมีอะไรเหลือบ้าง อย่างไรก็ดี การฟ้องร้องก็คงฟ้องได้แต่บริษัทที่จดทะเบียนในไทย” แหล่งข่าว กล่าว
แหล่งข่าว กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม เท่าที่ประเมินทรัพย์สินของเนต้าที่เหลืออยู่ แต่คาดว่าคงไม่เพียงพอ หรือครอบคลุมเงินอุดหนุนที่รัฐบาลจ่ายไป แต่คงทำได้แค่นี้ และขึ้นกับการตัดสินใจระดับนโยบายว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป
ก่อนหน้านี้ ช่วงกลางปี 2568 ที่ผ่านมา บริษัท เนต้า ออโต้ (ไทยแลนด์) จำกัด NETA ออกแถลงการณ์ชี้แจงกรณีมีข่าวลือในโซเชียลเกี่ยวกับความชัดเจนของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย โดยยืนยันว่า NETA Thailand ยังคงเดินหน้าดำเนินธุรกิจในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง และพร้อมพัฒนาในเรื่องบริการหลังการขายให้ดียิ่งขึ้น
ขณะที่ทางกระทรวงการคลังได้ชะลอการจ่ายเงินอุดหนุน 1.5 แสนบาทต่อคัน ให้แก่ NETA จากการที่บริษัทไม่ได้ทำการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าชดเชย ตามมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) 3.0 ของรัฐบาลไทย หลังจากที่จ่ายให้ไปแล้วกว่า 2,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ ในปีที่ผ่านมา ทางสภาผู้บริโภคยังเดินหน้าดำเนินคดีช่วยเหลือผู้บริโภคในรูปแบบ “คดีกลุ่ม” (Class Action) โดยยื่นฟ้อง บริษัท เนต้า ออโต้ (ไทยแลนด์) จำกัด ในฐานะผู้นำเข้ารถยนต์ยี่ห้อเนต้า และบริษัท บางชันเยนเนอรัลเอเซมบลี จำกัด ในฐานะผู้ประกอบและจำหน่ายรถยนต์ดังกล่าวในประเทศ รวมถึงการฟ้องกรรมการของทั้งสองบริษัทให้ร่วมรับผิดในฐานะจำเลย
จากกรณีที่มีผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า NETA จำนวนมากได้ร้องเรียนกับสภาผู้บริโภค หลังเผชิญหลากหลายปัญหา ไม่ว่าจะเป็นการส่งมอบทะเบียนป้ายขาวล่าช้า การขาดแคลนอะไหล่สำหรับการซ่อมบำรุง รวมถึงความไม่พร้อมของศูนย์บริการ
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) วิเคราะห์แนวโน้มตลาดรถยนต์ไฟฟ้าว่า ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า xEV มีแนวโน้มขยายตัวได้ต่อเนื่อง และคาดว่านับตั้งแต่ปี 2569 จะมีส่วนแบ่งตลาดเกินกว่าครึ่งหนึ่งของยอดขายยานยนต์ทั้งประเทศ โดยยอดขายรถยนต์ไฮบริดมีแนวโน้มเติบโตราว 16% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อนหน้า (YOY) ในปี 2569
โดยผู้ผลิตจากญี่ปุ่นจะครองความเป็นผู้นำตลาดผ่านกลยุทธ์สำคัญ ได้แก่ 1.การเพิ่มกำลังการผลิตรถไฮบริดในประเทศไทย และ 2.การพัฒนาโมเดลไฮบริดให้มีความหลากหลายทั้งด้านดีไซน์ ระดับราคา และสมรรถนะการขับขี่
ซึ่งกลยุทธ์เหล่านี้จะช่วยกระตุ้นความสนใจและหนุนความเชื่อมั่นของผู้บริโภค เนื่องจากแบรนด์ส่วนใหญ่เป็นที่รู้จักมาอย่างยาวนาน มีความมั่นคง และพร้อมด้วยบริการหลังการขายและอะไหล่ยนต์
ส่วนรถยนต์ไฟฟ้าล้วน (BEV) คาดว่าจะเติบโต 18% YOY ในปี 2569 โดยมีแรงหนุนจากความพร้อมที่เพิ่มขึ้นของ EV Ecosystem รวมถึงแนวโน้มผู้บริโภคที่หันมาเลือกซื้อ BEV ที่ผลิตในไทย อย่างไรก็ตาม ตลาด BEV ยังเผชิญความท้าทายสำคัญ ทั้งการเสื่อมราคาที่ปรับลดลงอย่างรวดเร็ว และเบี้ยประกันภัยอยู่ในระดับสูง ซึ่งอาจชะลอการตัดสินใจของผู้บริโภคออกไปได้
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ

