หลังจากประสบความสำเร็จอย่างงดงามกับการเปลี่ยนหัวใจใหม่ นำเครื่องยนต์ดีเซล 2.4T มาติดตั้งในแท็งก์ 300 ด้วยตัวเลขยอดขายถล่มทลาย สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับค่าย GWM ประเทศไทยแบบไม่เคยมีมาก่อน
ล่าสุดตัดสินใจนำเครื่องยนต์ตัวเดียวกันมาใส่ในรถปิกอัพโพเออร์ ซาฮาร์ จากเดิมที่เลือกใช้เทคโนโลยีไฮบริดที่อาจจะยังไม่ตอบโจทย์นักเลงรถปิกอัพเมืองไทยสักเท่าไหร่
และเพื่อให้ได้รับรู้สมรรถนะ อรรถประโยชน์ ทีมงานการตลาด และประชาสัมพันธ์ GWM ประเทศไทยได้จัดทริปทดสอบรุ่นดับเบิลแค็บ 2.4T ULTRA 4WD จากโชว์รูมย่านรามอินทรา ไปที่คลองมะเดื่อ จ.นครนายก ที่ท่องเที่ยวสไตล์ล่องแก่ง แคมปิ้ง ระยะทางไป-กลับประมาณ 200 ก.ม.

ก่อนออกเดินทางแนะนำตัวรถให้พอได้รู้ว่ามีอะไรที่ใหม่และแตกต่างจากรุ่นไฮบริด นอกจากเครื่องยนต์ยังได้ติดตั้งเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด เข้าเกียร์ 9 ได้ที่ความเร็ว 90 ก.ม.ต่อช.ม.ช่วยให้ประหยัดน้ำมันมากขึ้น
ภายนอกกระจังหน้าดำ ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้วสีดำ ราวหลังคาดำ ไฟหน้าและไฟท้ายแบบรมดำ เติมความดุดันยิ่งขึ้น ไฟหน้า LED เปิด-ปิด ปรับไฟสูง-ต่ำ อัตโนมัติ พร้อมฟังก์ชันหน่วงเวลาไฟหน้าหลังดับเครื่องยนต์ (Follow Me Home) ไฟส่องสว่างเวลากลางวัน ไฟท้าย LED
ขึ้นนั่งตำแหน่งคนขับ ภายในเน้นความหรูหราจนนึกว่านั่งอยู่บนรถ SUV ชั้นดี โดยเฉพาะบริเวณคันเกียร์ พวงมาลัยมัลติฟังก์ชัน กลางพวงมาลัยที่กดแตรเก๋ไก๋ด้วยโลโก้ขนาดใหญ่ เบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง ผู้โดยสาร 4 ทิศทาง หน้าจอแสดงข้อมูลขนาด 12.3 นิ้ว มองง่ายสบายตา
จอมัลติมีเดียแบบสัมผัสขนาด 14.6 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay, Android Auto แบบไร้สาย, Bluetooth, MP5 ระบบชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย ระบบนำทาง (Navigation System) ระบบสั่งการด้วยเสียง ช่องชาร์จไฟแบบ USB และปลั๊กไฟบ้าน 220 V

กดปุ่มสตาร์ตสัมผัสแรกที่ได้รับคือความเงียบ เสียงเครื่องยนต์ที่เล็ดลอดเข้ามาในห้องโดยสารน้อยมาก รวมถึงแรงสั่นสะเทือนในห้องโดยสารแทบไม่รู้สึก ผิดแผกแตกต่างจากเครื่องยนต์ดีเซลทั่วไป
กำลังสูงสุดของเครื่องยนต์รุ่นนี้อยู่ที่ 184 แรงม้า ที่ 3,600 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 480 นิวตันเมตร ที่ 1,500-2,500 รอบต่อนาที จังหวะออกตัวอาจจะไม่ถึงกับจี๊ดจ๊าดจัดจ้าน ด้วยขนาดและน้ำหนักที่มากพอดู แต่ใช่ว่าจะอืดเป็นเรือเกลือ เกียร์อัตโนมัติ เปลี่ยนได้นุ่มนวลไม่มีรอยต่อให้ได้รู้สึก

ช่วงล่างเน้นไปทางนุ่ม ทางเรียบความเร็วปานกลางให้ความรู้สึกขับสบาย แต่บนย่านความเร็วสูงมีอาการหวิวให้ได้รู้สึกอยู่บ้าง ต้องปรับพวงมาลัยให้เป็นโหมดสปอร์ต จากที่ใช้โหมดสบาย เพิ่มความหน่วงขึ้นอีกนิดเพื่อความมั่นใจมากขึ้น
ถึงทางเข้าคลองมะเดื่อเส้นทางเป็นถนนลูกรัง มีหินลอยและหลุมบ่อเป็นระยะๆ ช่วงล่างซับแรงกระแทกได้ค่อนข้างดี มีกระเด้งบ้างบางครั้งกับหลุมใหญ่กับความเร็วที่ไม่เหมาะสม

ถนนบางช่วงค่อนข้างแคบ แถมยังมีหินขนาดใหญ่อยู่ข้างทาง ทำให้ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ ดีว่าเจ้าโพเออร์ ซาฮาร์ มีกล้อง 360 องศา เปิดดูได้รอบคัน เพิ่มความปลอดภัยได้อย่างมาก
ก่อนถึงจุดหมายมีจุดขับผ่านลำธาร ซึ่งในสเป๊กรถระบุว่าสามารถลุยน้ำได้ลึก 800 ม.ม. น้ำในลำธารลึกสุดประมาณครึ่งล้อ ส่วนพื้นเป็นหินขนาดใหญ่ ค่อยๆ เติมคันเร่ง เลี้ยงพวงมาลัย ก็สามารถผ่านไปได้ไม่ยาก

ขากลับลองไปนั่งเบาะหลัง แรงกระเทือนจากช่วงล่างมีมากกว่าตำแหน่งคนขับค่อนข้างชัด แต่ไม่ถึงกับกระเด้งกระดอน ลองปรับเอนเบาะที่ทีมงานแจ้งว่าทำได้ 33 องศา พบว่าพนักพิงหลังไม่ได้เอนจริงๆ
แต่เป็นการเลื่อนเบาะนั่งไปข้างหน้าและดึงพนักให้เลื่อนตาม อาจทำให้รู้สึกสบายหลังขึ้นเล็กน้อย แต่ต้องแลกกับท่านั่งแปลกๆ แบบไม่คุ้น เลยยอมนั่งหลังตรงปกติดีกว่า

เป็นอีกหนึ่งรุ่นให้กับนักเลงรถปิกอัพไลฟ์สไตล์สายลุยไว้เลือกใช้งาน ส่วนค่าตัวรุ่นเริ่มต้นอยู่ที่ 799,000 บาท จนถึงรุ่นท็อปที่ทดสอบในครั้งนี้ ราคา 1.049 ล้านบาท คุ้มค่าคุ้มราคาหรือไม่ แวะไปพิสูจน์ด้วยตัวเองที่โชว์รูม GWM ทั่วประเทศ
กิตติพงศ์ ศรีเจริญ