ตลาดรถ MPV หรูบ้านเราวันนี้ ถือได้ว่าเป็นเซ็กเมนต์ที่แข่งขันกันดุเดือด ไม่น้อยหน้าเซ็กเมนต์อื่นแม้แต่น้อย หลังจากที่ค่ายรถยนต์จากแดนมังกรทยอยเปิดตัวกันอย่างต่อเนื่อง
อย่างล่าสุดค่าย GWM ส่งแบรนด์น้องใหม่ในเครือ WAY มาทำตลาดบ้านเรา และเปิดตัว MPV หรูรุ่น G9 ในบ้านเราตั้งแต่งานมอเตอร์ เอ็กซ์โป ปลายปีที่แล้ว ซึ่งได้รับการตอบรับค่อนข้างดี มียอดจองเป็นกอบเป็นกำ
และเพื่อให้รับรู้สมรรถนะการขับขี่ ทีมงานสาวสวยนำทีมโดย ศุภรางศุ์ อนุชปรีดา ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร จัดทริปทดสอบ เส้นทางจากกรุงเทพฯ ไปยังเขาใหญ่ จ.นครราชสีมา

ก่อนออกเดินทางจากโชว์รูมย่านรามคำแหง แนะนำตัวรถก่อนเล็กน้อย ว่ามีอะไรเป็นไฮไลต์กันบ้าง WAY G9 ใช้เทคโนโลยีไฮบริดสี่ล้อ ที่ชื่อ Hi4 (Hybrid Intelligent 4WD) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสูงสุดของ GWM ในปัจจุบัน เป็นรถปลั๊ก-อิน ไฮบริด ที่ผสานการทำงานระหว่างเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร เทอร์โบ กับมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ ให้กำลังสูงสุด 442 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 642 นิวตัน-เมตร
โหมดการใช้พลังงาน มีให้เลือก 3 แบบ EV, เน้น EV และ HEV โหมดการขับขี่มี 5 โหมด Eco, Normal, Sport, Snow และ AWD
ภายในตกแต่งหรูหรา พร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกแบบจัดเต็ม ที่ภูมิใจนำเสนอสุดคือ ที่นั่งเบาะแถว 2 Zero Gravity ปรับเอนให้อยู่ในท่าที่ผ่อนคลายที่สุด เลียนแบบท่านั่งของนักบินอวกาศขณะปล่อยตัว

จากที่ลองใช้งานตอนที่เพื่อนนักข่าวร่วมคัน เป็นผู้ทดลองขับ ใช้งานง่ายด้วยการกดปุ่มเพียงครั้งเดียว ตัวเบาะจะถูกจัดวางตามตำแหน่งที่เหมาะสม ให้อารมณ์คล้ายกับลอยอยู่ในอวกาศ ยิ่งเปิดระบบนวด 10 จุด ร่วมด้วย เผลอเคลิ้มเอาง่ายๆ หากไม่รีบกลับมานั่งท่าเดิม บอกเลยว่าเสียงกรนดังสนั่นรถแน่นอน
มีตู้เย็นที่หยิบได้ทั้งจากผู้โดยสารด้านหน้า และเบาะแถวสอง ปรับได้ทั้งร้อน และเย็น แต่เย็นทำอุณหภูมิได้ต่ำสุด 0 องศา แช่เครื่องดื่มได้แค่พอเย็นๆ ไม่ถึงกับจับใจสักเท่าไหร่ จอกลางสำหรับเบาะนั่งแถวหลัง ขนาด 17.3 นิ้ว รองรับความบันเทิงเต็มรูปแบบ

ระหว่างเป็นผู้โดยสาร สัมผัสได้ถึงความนุ่มนวลของช่วงล่าง แรงสะเทือนเข้ามาในห้องโดยสารน้อยมาก แต่กับการยึดเกาะถนนบนย่านความเร็วสูง ให้ความรู้สึกหวิวๆ อยู่บ้าง
ได้เวลาเป็นผู้ขึ้นทดสอบ สิ่งแรกที่เจอคือ การขึ้นรถในตำแหน่งผู้ขับขี่ เหมือนไม่ค่อยถนัดสักเท่าไหร่ ลอง 2-3 ครั้งก็ยังเหมือนเดิม คือจังหวะไม่สมูธ ไม่เหมือนกับเบาะแถวสองประตูสไลด์ อันนั้นเข้ารถได้เนียนๆ
ตำแหน่งคนขับของรถสไตล์นี้ มีดีตรงที่ทัศนวิสัยกว้างไกล อุปกรณ์ต่างๆ จัดวางไว้ให้ใช้งานได้ถนัดมือ หน้าจอข้อมูล แสดงสถานะต่างๆ หน้าจอกลางระบบสัมผัสขนาด 14.6 นิ้ว รองรับความบันเทิงหลากหลายรูปแบบ รวมถึงแสดงสภาวะการจราจรแบบเรียลไทม์ เลือกดูได้ทั้งแบบไฮบริด หรือแบบ 3 มิติ

เลือกใช้โหมดนอร์มอล ช่วงออกตัวใช้มอเตอร์เป็นหลัก ทำให้เรียกกำลังมาใช้งานได้แบบไม่ต้องรอรอบ ตัวรถพุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว แม้จะมีรูปร่างใหญ่โตเอาเรื่องอยู่ก็ตาม
หลังจากขับด้วยโหมดนอร์มอล บนเส้นทางจากจ.ปราจีนบุรี มุ่งหน้าเขาใหญ่ ทำความเร็วสูงมาสักพัก รู้สึกได้ถึงความหวิวของตัวรถ ปรับเป็นโหมดสปอร์ต ช่วงล่างเฟิร์มขึ้น เพิ่มความมั่นใจ ไม่ว่าบนย่านความเร็วสูง การเปลี่ยนเลน หรือการเข้าโค้ง ขณะที่ความนุ่มนวลแทบไม่ลดลงเลย รู้งี้เปลี่ยนเป็นสปอร์ตมานานแล้ว แต่ก็น่ะโหมดนี้ต้องแลกกับการกินน้ำมันเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน

ตัดขึ้นเขาใหญ่จากฝั่งจ.ปราจีนบุรี ทีมงานให้ปรับเป็นโหมด AWD เพราะนอกจากถนนจะแคบแล้ว ยังมีทางโค้งที่ต้องไต่ทางชันต่อเนื่อง แรกๆ รู้สึกแปลกๆ กับช่วงล่าง เหมือนตัวรถทื่อๆ ไปทั้งลำ จังหวะเข้าโค้ง ขับไปสักพักเริ่มเข้าใจ ว่าต้องหักพวงมาลัยตอนไหนไหนถึงจะเหมาะสม
ทีนี้เลยกลายเป็นความสนุก ทำความเร็วไต่ทางชัน เข้าโค้ง หรือลงทางลาด ให้ความรู้สึกหนึบแน่น จนลืมไปเลยว่ากำลังขับรถสไตล์ MPV ลำใหญ่ลำโตอยู่

สำหรับอัตราสิ้นเปลือง ในครั้งนี้ไม่ได้จับระยะทางมาแบบเป๊ะๆ เพราะว่าทดสอบกันหลายมือ แต่เท่าที่ “ข่าวสด ยานยนต์” ขับมา 229 ก.ม. ระยะทางที่น้ำมันเหลือวิ่งได้ 427 ก.ม. ส่วนที่น้องร่วมคันทดสอบก่อนหน้า น่าจะอยู่ที่ประมาณ 200 ก.ม. โหล่งโจ้งแล้วน่าจะขับได้ทั้งหมดประมาณ 850-900 ก.ม.
แม้จะไม่ถึงกับสเป๊กที่เคลมไว้ว่า หากเติมน้ำมันเต็มถัง ขนาด 58 ลิตร และชาร์จไฟ 100% สามารถวิ่งได้ไกล 1,000 ก.ม. แต่ถือว่าน่าประทับใจ ด้วยลักษณะการขับแบบทดสอบ ทำความเร็วสูง และไต่ทางชัน หากขับบนถนนหลวงทั่วไป เชื่อว่าเป็นไปได้ไม่ยาก
ส่วนจะคุ้มค่ากับราคา 2.349 ล้านบาทหรือไม่ ตรงนี้ต้องไปพิสูจน์ด้วยตัวเอง ที่โชว์รูม GWM ทั่วประเทศ
กิตติพงศ์ ศรีเจริญ