“ฟอร์ด” ได้ชื่อว่าเป็นค่ายรถยนต์ที่นำนวัตกรรมยานยนต์ มาให้นักเลงรถปิกอัพบ้านเราได้ใช้งานเป็นรายแรกๆ เสมอ ไม่ว่าจะเป็นคานนิรภัยด้านข้าง ที่ใส่มาเป็นครั้งแรก เกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด และอื่นๆ อีกมาก

ล่าสุดหลังจากสำรวจตลาดรถปิกอัพ ที่เน้นใช้งานหนักแล้วพบว่า ลูกค้าคนไทยจำนวนไม่น้อย นำรถไปดัดแปลงเพื่อให้ใช้งานได้หนักขึ้น ว่าแล้วปิ๊งไอเดีย ทำไมค่ายรถถึงไม่พัฒนาออกมาจากโรงงาน เพื่อให้ได้มาตรฐานและความปลอดภัย

หลาก&หลายรถยนต์

‘เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้’ จึงได้ถือกำเนิดขึ้นในสารบบของค่าย ฟอร์ด ปิกอัพ 4 ประตู ขับเคลื่อนสี่ล้อ ออกแบบมาเพื่อให้ใช้งานหนัก ไม่ว่าจะบรรทุก เพราะรองรับน้ำหนักบรรทุก รวมตัวรถได้สูงสุด 4,500 ก.ก. หักน้ำหนักรถเปล่าไป 2,600 ก.ก. สามารถบรรทุกสัมภาระได้อีกร่วม 2,000 ก.ก. รองรับการลากจูง 4,500 ก.ก. รถบ้านคันใหญ่ยักษ์แค่ไหนก็ไปได้ และน้ำหนักบรรทุก พร้อมลากจูงสูงสุดได้ 8,000 ก.ก.

หวังจับกลุ่มลูกค้าใช้งานบรรทุกหนัก ประเภทเจ้าของสวนผัก-ผลไม้ที่อยู่บนดอยลึก และผู้ที่ชอบการผจญภัยกับกิจกรรมกลางแจ้ง ประเภทออฟโรดจ้าๆ

และเพื่อให้ได้รับรู้สมรรถนะ ว่ามีความแตกต่างจากปิกอัพทั่วไปแค่ไหน ทีมงานฟอร์ดได้จำลองสนามทดสอบออฟโรด ให้สื่อมวลชนสายยานยนต์ได้ทดสอบการขับขี่อันสุดโหดกันอย่างเต็มที่

หลาก&หลายรถยนต์

ก่อนทำการทดสอบ ให้ได้ขับบนถนนใช้งานจริงกันคนละประมาณ 50 ก.ม. รอบแรกเป็นผู้โดยสาร นั่งที่เบาะหลัง และแม้จะมีน้ำหนักบรรทุกที่กระบะท้ายอยู่ 1,000 ก.ก. แต่ช่วงล่างยังให้ความรู้สึกว่าแข็ง ตามประสารถปิกอัพที่เน้นใช้งานอยู่บ้างแต่ไม่ถึงกับกระเด้งกระดอน แม้จะผ่านหลุมที่ย่านความเร็วสูง

ขึ้นเป็นผู้ขับบ้าง แต่คันนี้ไม่มีน้ำหนักบรรทุก กำลังเครื่องยนต์เครื่องยนต์ดีเซล วี 6 ขนาด 3.0 ลิตร แบบ 6 สูบ 24 วาล์ว เทอร์โบชาร์จเจอร์ 210 แรงม้า แรงบิด 600 นิวตัน-เมตร เรียกมาใช้งานได้สะใจตั้งแต่ตีนต้น เกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ทำงานได้อย่างไร้ รอยต่อ ช่วงล่างบุคลิกรถปิกอัพใช้งานออกแข็งๆ ไม่ใช่สไตล์นุ่มนวลชวนฝัน

หลาก&หลายรถยนต์

ติดตั้งเทคโนโลยีช่วยการขับขี่ขั้นสูงมากมาย เช่น ระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ พร้อมระบบ Stop&Go และระบบควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง ระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกช่องทาง ภายใน หน้าจอกลางแบบสัมผัส Multi-Touch ขนาด 12 นิ้ว แนวตั้งรองรับ Wireless Apple CarPlay และ Android Auto รวมถึงระบบเชื่อมต่อบลูทูธ พร้อมระบบสั่งงานด้วยเสียง สะดวกสบายยิ่งขึ้น

ก่อนเข้าสนามทดสอบ จัดโชว์ระบบต่างๆ ของตัวรถ โดยถอดกระดองออก เหลือแต่เครื่องยนต์ และแชสซี เพลาลอยเพื่อการใช้งานที่หนักหน่วง ถังน้ำมันขนาด 130 ลิตร เดินทางได้สบายใจแม้เข้าป่าลึก เครื่องยนต์ผ่านมาตรฐาน ยูโร 6 มลพิษต่ำ แต่ต้องเติมแอดบลู (AdBlue) น้ำยาบำบัดไอเสียสำหรับเครื่องยนต์ดีเซลสมัยใหม่ ทุก 5,000 ก.ม.

หลาก&หลายรถยนต์

นอกจากนี้ ยังจัดแสดงรถยนต์ตัวอย่าง เพื่อให้เห็นภาพว่านำไปใช้งานอะไรได้บ้าง อาทิ ลากจูงรถบ้านขนาดใหญ่ รถพยาบาลฉุกเฉินระดับสูง รถสำหรับเข้าไซต์งานเฉพาะ

ได้เวลาทดสอบ เริ่มด้วยการใช้กล้องรอบคัน 360 องศา ขับผ่านทางแคบ และเนินชัน ช่วยให้เห็นสภาพเส้นทางและอุปสรรคภายนอกตัวรถได้อย่างชัดเจน

ต่อด้วยหลุมสลับ บอกได้เลยว่าเป็นหลุมลึกสุดใจแบบไม่เคยเจอมาก่อน เพื่อให้เห็นถึงความสามารถในการยืดยุบของช่วงล่าง รวมถึงมุมปะทะ และมุมจาก การขับขี่บนเนินเอียง ด้วยฐานล้อที่กว้างขึ้น เมื่อทำงานร่วมกับยาง All Terrain ทำให้ประสิทธิภาพในการยึดเกาะพื้นผิวทำได้ดียิ่งขึ้น ต่อด้วยการขับขึ้น-ลงทางลาดชันกว่า 30 องศา ที่ทำได้อย่างสบายมือ

ก่อนถึงสถานีเลี้ยวในทางแคบ เพื่อทดสอบระบบช่วยเลี้ยวบนเส้นทางออฟโรด (Trail Turn Assist) ที่ฟอร์ดสุดภูมิใจ เพราะแม้จะเป็นรถปิกอัพร่างยักษ์ แต่สามารถเลี้ยวในที่แคบได้ไม่ต่างจากรถเก๋ง

หลาก&หลายรถยนต์

ให้ทดลองระบบบนลานฝุ่นกว้างๆ ก่อน เปิดระบบเสร็จหักพวงมาลัยเลี้ยวให้สุด เติมคันเร่งเต็มที่ ระบบจะเบรกล้อหลังด้านใน (ล้อที่อยู่ฝั่งเดียวกับทิศทางที่เลี้ยว) ขณะที่ล้ออื่นๆ ยังคงขับเคลื่อนอยู่ ทำให้รถหมุนรอบตัวเอง ช่วยให้วงเลี้ยวแคบลงอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเข้าไปในสถานีทดสอบการเลี้ยวในที่แคบ

สุดท้ายมาจบที่ความสามารถในการลุยน้ำ ในสเป๊กแจ้งว่าทำได้สูงสุด 850 ม.ล. หรือมากกว่าเรนเจอร์รุ่นมาตรฐานอยู่ 500 ม.ล. แต่ที่ทดสอบระดับน้ำลึก 700 ม.ล. แค่นี้ก็ถือว่าน่าหวาดเสียวแล้ว ตัวรถเคลื่อนไปข้างหน้าช้าๆ ไม่มีอาการสะดุด หรือสะอึก แม้มีเสียงน้ำกระแทกใต้ท้องรถอยู่ เพราะจุดระบายอากาศ และระบบสำคัญต่างๆ อาทิ เกียร์ กล่องเกียร์ ถังน้ำมันเชื้อเพลิง และถัง AdBlue ล้วนได้รับการติดตั้งไว้อย่างปลอดภัยเหนือระดับ 850 ม.ล.

หลาก&หลายรถยนต์

สำหรับนักเลงรถปิกอัพสายลุย ฟอร์ด เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้ เป็นตัวเลือกที่ไม่ควรมองข้าม เพราะนอกจากดีไซน์เท่ใช้งานหนัก ขับผ่านอุปสรรคต่างๆ ได้จริง กับรถมาตรฐานโรงงาน แบบไม่ต้องดัดแปลงให้เกิดความเสี่ยง ส่วนจะคุ้มกับค่าตัว 1.599 ล้านบาทหรือไม่ ตรงนี้ต้องพิจารณาความต้องการใช้งานกันเอาเอง

กิตติพงศ์ ศรีเจริญ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน