รถยนต์ที่ถูกจับตามอง และร้อนแรงที่สุดในช่วงนี้ ต้องยกให้ โตโยต้า แลนด์ ครุยเซอร์ เอฟเจ (LAND CRUISER FJ) เพราะนอกจากรูปลักษณ์ทรงกล่อง (บ็อกซี่) ที่โดนใจใครหลายคนแล้ว ทีมงานโตโยต้า สุดภูมิใจกับสมรรถนะออฟโรด คงไว้ซึ่ง DNA ของแลนด์ ครุยเซอร์ ที่เกิดขึ้นมายาวนานถึง 75 ปี ไว้อย่างเต็มตัว
โตโยต้า แลนด์ ครุยเซอร์ เอฟเจ พัฒนามาจากแพลตฟอร์ม รถปิกอัพช่วงสั้นพิเศษ โตโยต้า ไฮลักซ์ แชมป์

ดีไซน์เรโทรแลดูเท่ไม่หยอก ทรงเหลี่ยมแบบลูกเต๋า เติมเต็มความสนุก และแข็งแกร่ง ให้สมกับชื่อรุ่น FJ (Freedom & Joy)
ไฟหน้าทรงเหลี่ยมแบบ LED พร้อมไฟส่องสว่างเวลากลางวัน กันชนหน้าแยกชิ้น ซุ้มล้อขนาดใหญ่ ต่อเนื่องกับกาบข้างตัวถัง กระจกมองข้าง และมือจับประตูสีดำ ล้ออัลลอยสีดำขนาด 18 นิ้ว
ด้านท้ายติดตั้งยางอะไหล่ที่มาพร้อมฝาครอบไว้อย่างเรียบร้อย ฝาท้ายเปิดแบบบานสะวิงด้านข้างสามารถล็อกเพื่อกันฝาท้ายหนีบได้ ไฟท้าย LED ทรงตั้งดีไซน์เฉพาะตัว ดูรู้แต่ไกลว่านี่คือ แลนด์ ครุยเซอร์ เอฟเจ
ทริปทดสอบครั้งนี้ขาไปให้น้องผู้สื่อข่าวร่วมคันเป็นผู้ทดสอบก่อน แล้วพาตัวเองไปนั่งที่เบาะหลัง ภายในที่มองดูเหมือนเล็ก แต่เข้าไปนั่งจริงกว้างและสูงอยู่พอประมาณ เบาะนั่งแถวสองเลื่อนถอยหลังได้ 75 ม.ม. เพิ่มพื้นที่วางขามากขึ้น

เสียดายตรงที่เบาะนั่งสั้นไปนิด รองรับต้นขาได้ไม่เต็มที่ รวมถึงไม่มีช่องแอร์หลัง เพราะถึงแม้ว่าแอร์หน้าจะให้ความเย็นได้ทั่วถึง แต่ถ้ามีส่วนตัวด้วยน่าจะชื่นฉ่ำใจมากกว่านี้
รถทรงนี้ทั่วไปแล้วช่วงล่างจะแข็งจนออกไปแนวกระด้างเลยด้วยซ้ำ แต่เจ้าโตโยต้า แลนด์ ครุยเซอร์ เอฟเจ คันนี้ให้ความนุ่มนวล แรงกระแทกเวลาผ่านหลุมบ่อหรือแรงเหวี่ยงเมื่อเปลี่ยนเลนแทบไม่รู้สึก ลืมไปเลยว่ากำลังนั่งอยู่บนรถดัดแปลงจากปิกอัพ (PPV) เพราะให้อารมณ์ราวกับรถ SUV ชั้นดี
ได้เวลาขึ้นขับบ้าง ทัศนวิสัยด้านหน้ากว้างสบายตาจากความสูงของตัวรถ ประกอบกับตรงกลางฝากระโปรงหน้าเว้าลง เพิ่มการมองเห็นด้านหน้าได้อีกมาก

หน้าจอกลางขนาดใหญ่ 12.3 นิ้ว จอแสดงข้อมูลขนาด 7 นิ้ว วัสดุตกแต่งเรียบง่าย เน้นความทนทาน เคลือบสารพิเศษเพื่อให้สู้กับแดดไม่ให้กรอบแตกได้ง่าย แต่มีที่ขัดใจเล็กๆ คือกระจกมองหลังที่ไม่ค่อยเคลียร์ เพราะมีทั้งยางอะไหล่และหัวหมอนที่นั่งกลางแถวสองมาบดบังอยู่นิดหน่อย
เครื่องยนต์ขนาด 2.7 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 166 แรงม้า แรงบิด 245 นิวตัน-เมตร เรียกกำลังมาใช้งานได้ราบเรียบไหลลื่น ถึงจะมีน้ำหนักตัว 2 ตันแต่ตัวรถทะยานไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ประกอบกับช่วงล่างที่หนึบแน่น พวงมาลัยที่แม้จะเบาแต่ค่อนข้างคม เพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ได้เป็นอย่างดี

เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ลากรอบแต่นุ่มนวล หากต้องการขับสนุกมากขึ้นยังมีโหมดเกียร์ธรรมดาไว้ให้เชนจ์เกียร์เรียกกำลัง
เข้าสนามทดสอบแบบออฟโรดหลากหลายสถานการณ์ เริ่มจากทางลูกรัง ทีมงานให้ใส่เกียร์ 4H แม้มองดูแล้วอาจไม่จำเป็น แต่เพื่อความมั่นใจเมื่อต้องทำความเร็วสูง หินกรวด หินลอยที่มีอยู่ตลอดทาง ไม่ได้ทำให้การยึดเกาะถนนลดทอนลงแต่อย่างใด

ต่อกันที่ไต่ทางชันเล็กๆ พร้อมกับขับไปในเส้นทางแสนแคบ เปิดกล้อง 360 องศาเพื่อดูรอบคันว่ามีอุปสรรคอะไรขวางอยู่หรือไม่ หลายครั้งเส้นทางให้เลี้ยวหักศอก มองดูแล้วยากที่ครั้งเดียวจะผ่านได้ แต่ด้วยความที่ช่วงตัวสั้นกลายเป็นง่ายไปซะอย่างนั้น
มาถึงเนินปราบเซียน เนินเตี้ยๆ แต่ตั้งชันมาก และมีหินใหญ่น้อยให้ต้องหลบหลีก เปลี่ยนเป็นโหมด 4L รอบแรกไต่ขึ้นช้าๆ แต่สุดท้ายต้องยอมเพราะขึ้นไม่ไหว ถอยลงมาตั้งหลักใหม่
รอบสองทีมงานให้กดปุ่ม 2nd Start Mode ระบบจะจัดการให้รถออกตัวด้วยเกียร์ 2 ลดแรงบิด และอาการหมุนฟรีของล้อ คราวนี้ค่อยๆ เดินคันเร่ง แค่นี้ก็ผ่านฉลุย
ขณะที่ขาลงก็แสนชัน กดระบบช่วงควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน เบรกเอบีเอสจะเข้ามาจัดการช่วยเบรกให้โดยผู้ขับขี่ไม่ต้องแตะแป้นเบรกเลย

สถานีเนินสลับ หลุมลึกชนิดที่ล้อข้างหนึ่งลอยเหนือพื้นดิน ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี (Active Traction Control) ถ่ายกำลังไปยังล้อที่สัมผัสพื้นถนนทั้งในแบบขนานและในแนวทแยง ช่วยให้ผ่านอุปสรรคนี้ไปได้สบายๆ
สถานีสุดท้ายลงบ่อน้ำ จากสเป๊กแจ้งว่าสามารถลุยน้ำได้ลึก 700 ม.ม. เท่าที่คะเนจากสายตาน่าจะลึกกว่านั้น แต่ด้วยระยะทางสั้นๆ ไม่ถึง 50 เมตร งานนี้เลยผ่านได้ไม่ยาก
สรุปได้ว่าจะทางเรียบ ทางลุย เจ้าโตโยต้า แลนด์ ครุยเซอร์ เอฟเจ คันนี้ พร้อมที่จะพาไป เหมือนสโลแกนที่ว่า “เดินทางไปได้ทุกที่ ทุกสถานการณ์ และกลับได้อย่างปลอดภัย”
มีให้เลือก 3 สี ฟ้า ขาว เทาดำ กับค่าตัว 1.269 ล้านบาท นักเลงรถบ็อกซี่สายลุยต้องไปลองพิสูจน์ด้วยตัวเอง