นักเลงรถสายลุย สายเท่บ้านเราช่วงนี้ โชคดีมาก เพราะมีรถทรงกล่อง (Boxy) ออกมาให้ใช้งานกันหลายรุ่น หลากเครื่องยนต์
และรุ่นหนึ่งที่โดนใจใครหลายคน ต้องยกให้เจ้า “จีดับเบิลยูเอ็ม แทงค์ 300” (GWM TANK 300) ด้วยดีไซน์ที่ดุดัน บึกบึน ดูเท่ และยังมีเครื่องยนต์ให้เลือก 2 บุคลิก เบนซิน ไฮบริด กับดีเซล 2.4 ลิตร เทอร์โบ เจเนอเรชั่นใหม่

แต่ที่ได้รับการตอบรับค่อนข้างดี คือ รุ่นเครื่องยนต์ดีเซล เพราะนอกจากวิศวกร จีดับเบิลยูเอ็มจะปรับจูนช่วงล่างใหม่ ให้เข้ากับลักษณะถนน และพฤติกรรมการขับขี่ของคนไทยแล้ว ยังให้การรับประกันเครื่องยนต์นาน 8 ปี หรือ 1 ล้านก.ม.
ล่าสุด ‘ข่าวสด ยานยนต์’ ได้นำรุ่น ULTRA 4WD ซึ่งเป็นตัวท็อป มาทดสอบ เพราะเมื่อครั้งก่อนได้ขับค่อนข้างน้อย ยังซึมซับอารมณ์รถได้ไม่เต็มที่ นัดรับรถกันที่โชว์รูมย่านถ.รามอินทรา มีเวลาพิจารณารอบคันกันก่อนเลย

ดีไซน์ภายนอก กระจังหน้าแบบ Rectangle ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ตัดขอบสีดำเงาเปียโน ไฟหน้าทรงกลม LED เปิด-ปิด อัตโนมัติ ช่องระบายอากาศสีดำเงาและโลโก้ TANK เสริมความเท่ด้วยกันชนหน้า บังโคลนขนาดใหญ่ บันไดข้าง เพิ่มความเท่ด้วยกระจกมองข้างทรงคอนวอย ประตูท้ายแบบ Horizontal ติดตั้งล้ออะไหล่ที่ประตูท้าย ตามแบบฉบับรถออฟโรดตัวจริง ไฟท้าย LED แนวตั้งล้อ อัลลอยขนาด 17 นิ้ว สีดำเปียโน
ภายใน เบาะนั่งหนัง Nappa และหนังสังเคราะห์ เบาะคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง มาพร้อมระบบบันทึกตำแหน่ง ระบบนวด ระบบระบายอากาศ และ welcome seat เลื่อนหน้า-ถอยหลังอัตโนมัติ เพื่อให้การเข้าออกรถสะดวกยิ่งขึ้น หน้าจอแบบ Dual Screen แนวยาว 24.6 นิ้ว รวมจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบดิจิทัล ขนาด 12.3 นิ้ว ต่อเนื่องกับจอมัลติมีเดียแบบสัมผัส ขนาด 12.3 นิ้ว เติมความคลาสสิค ด้วยช่องแอร์ (Turbine-style) และนาฬิกาอนาล็อก

พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันหุ้มหนังจับกระชับ หัวเกียร์ไฟฟ้า ดีไซน์ทันสมัย ใช้งานง่ายดึงลงเป็นเกียร์ D ดันขึ้นเป็นเกียร์ R จอดหยุดสนิทกดปุ่ม P ใกล้กันเป็นปุ่มโหมดการขับขี่ มีที่ชาร์จสมาร์ตโฟนแบบไร้สาย หลังคาซันรูฟ เปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า ไฟ Ambient Light เปลี่ยนบรรยากาศภายในห้องโดยสารได้ตามต้องการ
ได้เวลาเดินทาง การจราจรบน ถ.รามอินทรา ช่วงสายวันธรรมดา ไม่ถึงกับติด แต่รถหนาแน่นเต็มทุกเลน ขยับตามกันไปได้เรื่อยๆ เครื่องยนต์ดีเซล 2.4 ลิตร เทอร์โบ ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด เรียกกำลังมาใช้งานได้สูงสุด 184 แรงม้า ที่ 3,600 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 480 นิวตัน-เมตร ที่ 1,500-2,500 รอบต่อนาที

ช่วงตีนต้นออกตัวไม่ถึงกับจี๊ดจ๊าดจัดจ้าน ตามบุคลิกของเครื่องยนต์ดีเซล ประกอบกับน้ำหนักรถที่ค่อนข้างมากกว่า 2 ตัน จะให้ปรู๊ดปร๊าดได้อย่างไร ดังนั้น เวลาเร่งแซงต้องกะจังหวะให้ดี เผื่อไว้สักนิดเพื่อความไม่ประมาท ดีว่าตัวรถค่อนข้างสูง มองข้ามรถคันหน้าไปได้ 3-4 คัน ทำให้ประเมินสถานการณ์ว่าควรอยู่เลนไหนถึงจะดีกว่ากัน และได้กระจกมองข้างแนวคอนวอยทรงตั้ง ที่ได้ทั้งความเท่ และยังมองด้านข้างได้ค่อนข้างเคลียร์อีกด้วย
อีกอย่างที่ต้องใช้เวลาสร้างความคุ้นเคยสักพัก คือ ระบบเบรก เพราะรู้สึกว่าลึกกว่าทั่วไป ครั้งแรกที่แตะแป้นเบรก ค่อยๆ กดเพื่อลอง ตัวรถลดความเร็วค่อนข้างช้า ต้องย้ำลงไป ลองดูอีกครั้งเป็นเหมือนเดิม คิดว่าน่าจะเป็นบุคลิกของรถเอง จากนั้นแค่กดให้หนักขึ้นเร็วขึ้น ทุกอย่างก็ราบรื่น

ออกนอกเมือง เริ่มทำความเร็วได้ กดคันเร่งเครื่องยนต์ ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีดได้อย่างนุ่มนวล มีบางครั้งช่วงคลิกดาวน์ ที่เหมือนเกียร์มีรอยกระตุกเบาๆ ย้ำว่าไม่ได้เป็นทุกครั้ง
และถ้าอยากสนุกเพิ่ม ให้ดึงคันเกียร์ไปเป็นโหมดแมนวล แล้วปรับเปลี่ยนเกียร์สูง-ต่ำ จากแป้นแพดเดิลชิพ หลังพวงมาลัย จะเรียกกำลังเพื่อเร่งแซง หรือเชนจ์เกียร์เป็นเอ็นจิ้นเบรก ทำได้อย่างราบเรียบ
ช่วงล่างบนย่านความเร็วสูง ไม่มีอาการหวิวให้ได้รู้สึก แม้จะใช้ความเร็วค่อนข้างมาก ขณะที่การเข้าโค้ง หรือเปลี่ยนเลน อาจจะไม่ค่อยกระชับมากนัก ซึ่งเป็นปกติของรถที่ทั้งหนัก และใหญ่ อาศัยถอนเท้าจากคันเร่งเร็วขึ้น เพื่อให้ตัวรถชะลอความเร็วล่วงหน้านานๆ

จับตัวเลขอัตราสิ้นเปลือง ช่วงแรกที่ขับวนในเมืองอยู่พักใหญ่ วิ่งไปประมาณ 40 ก.ม. อัตราสิ้นเปลืองอยู่ที่ 7.4 ลิตรต่อ 100 ก.ม. สวิตช์กลับมาแล้วอยู่ที่ 13.5 ก.ม.ต่อลิตร ขณะที่รวมทั้งทริปนี้ ทดสอบกันไปทั้งหมด 159 ก.ม. อัตราสิ้นเปลืองอยู่ที่ 7.9 ลิตร/100 ก.ม. หรือเท่ากับ 12.65 ก.ม.ต่อลิตร ตัวเลขไม่ขี้เหร่เลยทีเดียว
สำหรับราคารุ่นที่ทดสอบ ULTRA 4WD ตัวท็อป อยู่ที่ 1.299 ล้านบาท ขณะที่รุ่น ULTRA 2WD ซึ่งมีอุปกรณ์ต่างๆ เหมือนตัวท็อป ต่างกันที่ระบบขับเคลื่อนเท่านั้น ราคาอยู่ที่ 1.199 ล้านบาท และยังมีรุ่นเริ่มต้น PRO 2WD ราคา 1.049 ล้านบาท แวะไปทดลองขับกันได้ที่โชว์รูม GWM ทั่วประเทศ