ทันทีที่มาสด้า 6e รถไฟฟ้า 100% รุ่นแรกของค่ายซูม ซูม ล็อตแรกเทียบท่าเมืองไทย มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย รีบจัดการส่งมอบให้กับลูกค้าที่จองสิทธิ์กว่า 4,000 คัน รวมถึงยังแบ่งมาให้ผู้สื่อข่าวได้ทดสอบกันบนเส้นทางกรุงเทพฯ-เขาใหญ่อีกด้วย
ดีไซน์มีความเฉพาะตัว ในรูปแบบนีโอ ฟาสต์แบ๊ก (NeoFastback) คือนำจุดเด่นของรถซีดานผสานกับแฮตช์แบ๊ก ให้อารมณ์รถญี่ปุ่นสปอร์ตสุดหรู ยืนยันความสวยด้วยรางวัล World Car Desing 2026 หรือรางวัลรถยนต์ออกแบบยอดเยี่ยมปีล่าสุด
ด้านหน้า Flying Signature เมื่อเปิดไฟแล้วดูเหมือนปีกนกโบยบินบนท้องฟ้า ไฟท้ายทอดยาวต่อเนื่องซ้ายจดขวา สปอยเลอร์หลังไฟฟ้าทำงานอัตโนมัติเมื่อความเร็วเกิน 90 ก.ม.ต่อช.ม. และปิดลงเมื่อความเร็วต่ำกว่า 40 ก.ม.ต่อช.
ภายในห้องโดยสารรุ่นที่ทดสอบเป็นตัวท็อป รุ่น Exclusive หรูหราด้วยสีภายในน้ำตาลอ่อน เบาะนั่งและวัสดุตกแต่งหนัง Nappa Suede หน้าจอกลางขนาด 14.6 นิ้ว จอแสดงข้อมูลการขับขี่ขนาด 10.1 นิ้ว และมีจอที่กระจกหน้าขนาด 50 นิ้ว เพื่อไม่ต้องละสายตาจากถนน
ขุมกำลังมอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลังแรงสุด 258 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 290 นิวตัน-เมตร แบตเตอรี่ขนาด 77.9 kWh ให้ระยะทางการขับขี่สูงสุด 654 ก.ม. ชาร์จเร็ว 30-80% ใช้เวลา 15 นาที
ระบบความปลอดภัย Smart Drive มีมาให้ครบ ตั้งแต่กล้องรอบทิศทาง 360 องศา ระบบเตือนการชนด้านหน้า-ด้านหลัง พร้อมช่วยเบรกอัตโนมัติ ระบบเตือนมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน-ขณะถอยหลัง และอีกเพียบ

ออกเดินทางโดยให้น้องผู้สื่อข่าวร่วมคันเป็นผู้ทดสอบก่อน แล้วพาตัวเองไปนั่งที่เบาะหลัง เบาะนั่งนุ่มแน่นสัมผัส หนัง Nappa Suede ให้ความรู้สึกกระชับไม่ลื่นไหล แต่ว่าตัวเบาะนั่งสั้นไปนิดรองรับต้นขาได้ไม่สุด ประกอบกับพนักพิงที่ค่อนข้างตรง ตรงนี้ถ้าเอนอีกนิด หรือถ้าจะให้ดีปรับระดับได้จะช่วยผ่อนคลายได้อย่างมาก
มีช่องชาร์จไฟ และช่องแอร์สำหรับเบาะหลัง พร้อมปุ่มควบคุมอุณหภูมิ ความแรงลม รวมถึงเปิด-ปิดม่านบังแดดหลังคา พาโนรามิครูฟ และยังสามารถเลื่อนเบาะหน้าด้านซ้ายเพื่อเพิ่มพื้นที่วางขาได้อีกด้วย
เส้นทางช่วงแรกฝ่าการจราจรอันหนาแน่น จากสำนักงานใหญ่มาสด้าย่านเอกมัย ทำให้น้องผู้ทดสอบต้องซอกแซกซ้าย-ขวา เหยียบคันเร่งแตะเบรกต่อเนื่อง จากประสบการณ์นั่งรถอีวีมาหลายคัน ทำให้หวั่นว่าจะเกิดอาการเวียนหัว แต่ไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลยแม้แต่น้อย เพราะจังหวะเบรก หรือเติมคันเร่ง มีความไหลลื่นนุ่มนวล ใกล้เคียงรถสันดาปภายในอย่างมาก

จะมีก็แต่สัมผัสของช่วงล่าง ที่ส่งขึ้นมาถึงเบาะนั่งที่มีค่อนข้างมาก เรียกว่าผ่านอะไรรู้หมด แต่ไม่ใช่อาการแข็งกระด้าง คือให้ความนุ่มนวลแบบรถซีดาน แต่รับรู้ทุกความเคลื่อนไหวเท่านั้นเอง
ความหนึบแน่นของช่วงล่าง คอนเฟิร์มได้จากการที่นั่งเบาะหลัง ช่วงขึ้นเขาใหญ่จากฝั่งจ.ปราจีนบุรี ที่มีเส้นทางคดโค้ง และไต่เนินชันต่อเนื่อง แรงเหวี่ยงแรงโยนมีให้ได้รู้สึกน้อยมาก
ได้เวลาเปลี่ยนเป็นผู้ทดสอบบ้าง ช่วงกลางทางบนเขาใหญ่ เพราะต้องการสัมผัสอารมณ์การขับทางโค้งบนเขาบ้าง ดูหน้าจอไฟเหลือในแบตเตอรี่ 53% วิ่งได้อีก 297 ก.ม. น่าจะพอถึงกรุงเทพฯ น่ะ แต่ช่วงบนเขาเลือกใช้โหมดสปอร์ตก่อน เพราะต้องการความกระชับในการขับขี่

พวงมาลัยคม และการวางสมดุลของรถหน้า-หลัง แบบ 50:50 ช่วยให้ควบคุมรถไปในทิศทางที่ต้องการได้ดั่งใจ ตรงนี้ถือว่าเป็นเอกลักษณ์เด่นของมาสด้า ช่วงล่างเข้าโค้งแรงบนทางชัน รู้สึกได้ว่าหน้าดื้อนิดๆ หลังบานเล็กๆ แบบพอให้ได้สนุกกับการแก้อาการ

ลงทางลาดชัน ปล่อยคันเร่งเพื่อให้รถได้ปั่นไฟกลับไปไว้ในแบตเตอรี่ จังหวะหน่วงค่อนข้างน้อย ไม่ได้ดึงกันจนหัวทิ่มหัวตำ เจอทางลาดชันหนักๆ ต้องใช้เบรกเข้ามาช่วย อารมณ์การเบรกให้ความรู้สึกนุ่มนวล ไม่ว่าจะกดตื้นกดลึกแค่ไหนก็ตาม

เข้าถ.มิตรภาพซึ่งยังคงอบอุ่นเสมอ ปรับไปใช้โหมดคอมฟอร์ต เพราะมองว่าเพียงพอแล้ว กับการจราจรแบบนี้ เติมคันเร่งความเร็วมาตามน้ำหนักเท้า จังหวะโยกซ้ายแซงขวา ไม่ค่อยไหลลื่นเมื่อเทียบกับที่เคยทดสอบรถมาสด้าที่ผ่านมา ด้วยเพราะน้ำหนักที่มาก และตัวรถที่ค่อนข้างยาว แต่ก็ถือว่าทำได้ดีกว่ารถอีวีปกติไปได้เยอะ
ถึงจุดหมาย ทำระยะทางไป 189 ก.ม. เหลือไฟในแบตเตอรี่ 15% วิ่งได้อีก 85 ก.ม. ขณะที่อัตราสิ้นเปลือง 16.2 kWh/100 ก.ม. ถือว่าประหยัดพลังงานอยู่พอตัว เพราะการทดสอบครั้งนี้ มีทั้งเส้นทางในเมือง ขึ้นเขา และทำความเร็วสูง เรียกว่าครบจบในแบบใช้งานจริงสไตล์สายซิ่ง

สรุปรวมความแล้ว มาสด้า 6e คันนี้ เป็นรถลูกครึ่งที่ครบเครื่อง ถ้าให้เปรียบเทียบ เหมือนกินหมูหันจิ้มวาซาบิ คือมีความแซ่บซี้ดสะใจ แต่อาจจะยังไม่กลมกล่อมเสียทีเดียว
ส่วนค่าตัวของเจ้ามาสด้า 6e Exclusive คันที่ทดสอบนี้อยู่ที่ 1.199 ล้านบาท และยังมีรุ่น Premium ไว้เป็นทางเลือกกับราคา 1.169 ล้านบาท ชอบรุ่นไหนแวะไปทดลอง และจับจองกันได้ที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ
กิตติพงศ์ ศรีเจริญ