ยอดขายรถยนต์ 7 เดือนแรก บวก 15.39% สะสมทะลุ 4 แสนคัน บิ๊กโตโยต้า คาดเดือนส.ค. โตได้อีกตามฤดูกาล และมีอีเว้นต์ใหญ่กระตุ้นความต้องการ
รายงานข่าวจาก บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เผยยอดขายตลาดรถยนต์สะสม 7 เดือนแรก ว่า มียอดขายรวม 406,162 คัน เพิ่มขึ้น 15.39% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกัน แบ่งเป็นรถยนต์นั่ง และรถยนต์ SUV ยอดขาย 62,055 คัน ลดลง 26.18% รถกระบะ 37,369 คัน ลดลง 17.38% รถกระบะดับเบิลแค็บ 43,454 คัน เพิ่มขึ้น 10.38% รถ PPV ยอดขาย 23,864 คัน ลดลง 2.73% ขณะที่ยอดขายโตโยต้า สะสม 7 เดือนแรกอยู่ที่ 135,199 คัน เติบโต 2.39% มีส่วนแบ่งตลาด 33.29%
โดยในเดือน ก.ค. ยอดขายตลาดรวม 59,196 คัน เพิ่มขึ้น 20.07% แบ่งเป็นรถยนต์นั่ง และรถยนต์ SUV ยอดขาย 42,807 คัน เพิ่มขึ้น 32.99% รถกระบะ 5,084 คัน ลดลง 16.22% รถกระบะดับเบิลแค็บ 5,602 คัน เพิ่มขึ้น 14.33% รถ PPV ยอดขาย 3,003 คัน ลดลง 21.39% สำหรับยอดขายโตโยต้าเดือนก.ค. อยู่ที่ 17,866 คัน ลดลง 1.62% แบ่งเป็น Pure Pick Up (Hilux Travo, Revo และ Champ) มียอดขาย 5,838 คัน เพิ่มขึ้น 3.02% Eco Segment (Yaris และ Yaris ATIV) มียอดขาย 5,337 คัน เพิ่มขึ้น 5.45% จากปีที่ผ่านมา
ขณะที่ยอดส่งออกรถยนต์โตโยต้าสะสมเดือนมกราคม – กรกฎาคม 2569 จำนวน 208,500 คัน แบ่งออกเป็นรถเครื่องสันดาป (ICE) 163,700 คัน และรถยนต์ไฮบริด (Hybrid) 42,800 คัน หากแบ่งเป็นรุ่นรถที่ส่งออกมากที่สุด คือ Toyota Hilux มีจำนวนถึง 137,400 คัน ตามมาด้วย Toyota Yaris ATIV
จำนวน 40,500 คัน
ตอกย้ำความสามารถทางการผลิตของประเทศไทยที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกในเรื่องของคุณภาพ และแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า โตโยต้าสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมส่งเสริมเศรษฐกิจและการจ้างงานที่มีในประเทศไทย ซึ่งความสำเร็จทั้งหมดนี้ สะท้อนถึงความไว้วางใจและความเชื่อมั่นที่ลูกค้ามีต่อโตโยต้าอย่างต่อเนื่อง
ด้านนายศุภกร รัตนวราหะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวถึงแนวโน้มตลาดรถยนต์เดือนส.ค. ว่า คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยตามดัชนีทางฤดูกาล (Seasonal Index) จากการทยอยส่งมอบรถยนต์รุ่นใหม่ที่เปิดตัวสู่ตลาด ประกอบกับการจัดงาน Big Motor Sale ในช่วงกลางปี ซึ่งช่วยกระตุ้นบรรยากาศการซื้อขาย อย่างไรก็ตามสถานการณ์ความเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อของสถาบันการเงิน ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจ และความสามารถในการซื้อของผู้บริโภค