ช่วงที่ผ่านมาค่ายดาวสามแฉก เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ได้นำรถรุ่นต่างๆ เข้ามาศึกษาตลาด พร้อมทั้งเรียนรู้พฤติกรรมลูกค้าที่ซื้อรถอีวีไปใช้งานมาได้สักพักใหญ่ ถึงวันนี้ มาร์ติน ชเวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ ตกผลึกในการวางกลยุทธ์การตลาดว่าควรเดินหน้ากับรถอีวีอย่างไรต่อไป

มาร์ติน ชเวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่
♦ ปรับโครงสร้างราคารถอีวี
ตลอดช่วงเวลา 3 ปีที่ผ่านมา เมอร์เซเดส-เบนซ์ได้นำรถอีวีเข้ามาทดลองทำตลาดหลากหลายรุ่น ส่วนใหญ่เน้นไปที่ตัวท็อปเพื่อประเมินความต้องการ ทุกอย่างเป็นเรื่องใหม่ จากที่ไม่เคยทำตลาดนี้มาก่อนในประเทศไทยพบว่ามุมมองเกี่ยวกับรถอีวีของลูกค้าคนไทย เน้นราคาถูก เพราะยังไม่มั่นใจในเรื่องความเสถียรของราคา ทั้งรถใหม่ป้ายแดง และราคาขายต่อ ซึ่งแตกต่างจากตลาดอื่นๆ โดยเฉพาะยุโรปที่มองว่ารถอีวีเป็นรถที่ช่วยลดมลพิษและประหยัดพลังงาน
บริษัทจึงได้ปรับโครงสร้างราคารถอีวีที่ทำตลาดอยู่ในปัจจุบัน รวมถึงรุ่นใหม่ที่เปิดตัวในอนาคต เพื่อให้แข่งขันในตลาดได้ อีกทั้งมองว่าเป็นเวลาที่เหมาะสมในการรุกตลาดรถอีวีระดับพรีเมียมแล้ว เพราะนอกจากลูกค้ากลุ่มเป้าหมายที่เคยใช้รถอีวีมาก่อนและต้องการขยับขึ้นมาใช้รถพรีเมียมแล้ว ยังมีกลุ่มที่มั่นใจในเทคโนโลยีและแบรนด์เมอร์เซเดส-เบนซ์
♦ ไฮไลต์รถอีวีรุ่นใหม่
ก่อนอื่นบริษัทได้ปรับภาพจำในเรื่องของชื่อรุ่นรถอีวีใหม่ โดยปรับจากที่ขึ้นต้นด้วย EQ เช่น EQS EQE เปลี่ยนมาใช้ชื่อรุ่นเหมือนปกติ อาทิ CLA แล้วต่อท้ายด้วยเทคโนโลยีรถไฟฟ้า 100% เป็น with EQ Technology ส่วนรถปลั๊ก-อิน ไฮบริด เป็น with EQ Hybrid Technology โดยรุ่นแรกที่เปิดตัวทำตลาดช่วงปลายปีนี้ ซึ่งลูกค้าจะได้สัมผัสในงานมอเตอร์ เอ็กซ์โป คือ เมอร์เซเดส-เบนซ์ CLA 250+ with EQ Technology

ซึ่งจะเป็นเกมเชนจ์ครั้งสำคัญในการนำเสนอรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ของเมอเซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ที่ตอบโจทย์ในทุกมิติ ให้กำลังสูงสุด 272 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 335 นิวตันเมตร ติดตั้งแบตเตอรี่ 800V ขนาด 85 kWh ที่ให้ระยะทางการขับขี่สูงสุด 792 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง ตามมาตรฐาน WLTP-รองรับการชาร์จ DC สูงสุด 320 kW เมื่อชาร์จเต็มกำลังด้วยเวลา 10 นาที สามารถขับขี่ได้ 325 กิโลเมตร ดีไซน์หรูหราและเรียบง่าย แต่ยังคง DNA ของแบรนด์ไว้อย่างเต็มเปี่ยม
♦ เป็นรุ่นประกอบในประเทศ
เป็นรุ่นล่าสุดที่ประกอบในประเทศไทย พัฒนาบนแพลตฟอร์มใหม่ Mercedes-Benz Modular Architecture (MMA) มีความยืดหยุ่น รองรับกับทุกระบบขับเคลื่อนช่วยให้ทำโครงสร้างราคาได้ดีขึ้น นอกจากนี้ ยังได้ร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ เพาเวอร์ เทค กรุ๊ป ในการผลิตแบตเตอรี่ 800V ขนาด 85 kWh รองรับการชาร์จ DC 320 kW เพื่อใช้ใน CLA 250+ with EQ Technology เป็นรุ่นแรก ซึ่งเป็นการผลิตให้กับเมอร์เซเดส-เบนซ์เพียงรายเดียว และเป็นสัญญาระยะยาวเพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าในประเทศไทยโดยเฉพาะ
เป็นการยืนยันว่าเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย มุ่งมั่นในการทำตลาดรถอีวีอย่างต่อเนื่องภายใต้กลยุทธ์การตลาดและนโยบายโครงสร้างราคาใหม่ที่จะทำให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน