เข้ามาทำตลาดบ้านเรามาร่วม 1 ขวบปี เปิดตัวรุ่นรถมาไม่น้อย แต่ยังไม่ปัง สักเท่าไหร่ จวบจนล่าสุด บิล จาง ผู้อำนวยการบริหารแบรนด์ โอโมดา แอนด์ เจคู บริษัท โอโมดา แอนด์ เจคู (ประเทศไทย) ตัดสินใจนำ เจคู 5 EVรถอีวี สไตล์ SUV ที่เปิดราคามาสุดเร้าใจ กลายเป็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ ในชั่วข้ามคืน
♦เจคู 5 EV ประสบควมสำเร็จอย่างมาก
เราตัดสินใจเปิดตัวรถรุ่นนี้ ในราคาที่จับต้องได้ พร้อมทั้งให้ข้อเสนอพิเศษ กับผู้ที่จองสิทธิ์ ทั้งการลดราคา แถมที่ชาร์จ และอื่นๆ ซึ่งลูกค้ามองว่าคุ้มค่า ราคาสมเหตุสมผล ทำให้โควต้าที่เตรียมไว้ 1,000 คัน หมดลงในเวลาอันรวดเร็ว เพื่อเป็นการตอบรับกระแสความต้องการ จึงได้เพิ่มโควตาเป็น 5,000 คัน ซึ่งแน่นอนว่าหมดลงไปแล้ว ด้วยเวลาไม่นาน เช่นเดียวกัน

บิล จาง
♦จากยอดจองเป็นยอดจดทะเบียนเท่าไหร่
ปกติทั่วไปลูกค้าซื้อด้วยการเช่าซื้อเป็นส่วนใหญ่ ทำให้จากยอดจอง เปลี่ยนเป็นยอดจดทะเบียนไม่สูงมาก เนื่องจากความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อที่ยังคงมีอยู่ แต่เจคู 5 EV กว่า 50% เป็นการซื้อด้วยเงินสด มั่นใจว่าสุดท้ายแล้วจากยอดจอง จะกลายเป็นยอดส่งมอบ และจดทะเบียนได้ไม่น้อยกว่า 80% โดยรถล็อตแรกเริ่มส่งมอบให้ลูกค้าได้ตั้งแต่เดือนก.ย.นี้ เป็นต้นไป
♦ราคาจะเป็นกลยุทธ์หลัก
แตกต่างกันไปตามบุคลิกของรถแต่ละรุ่น กลยุทธ์ด้านราคาจะมุ่งเน้นเฉพาะรุ่นที่ต้องการสร้างยอดขาย บางรุ่น เน้นสร้างแบรนด์ บางรุ่นเป็นการโชว์เทคโนโลยี ที่ไม่ได้ใช้ราคาเป็นตัวนำ เช่นปัจจุบันทำตลาดในประเทศไทย 4 รุ่น โอโมด้า C5 เจคู 6 EV เจคู 5 EV และ เจคู 7 SHS (SUPER HYBRID SYSTEM) มีรูปแบบ และลักษณะการใช้งาน ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายแตกต่างกันชัดเจน
และจากนี้ไปถึงสิ้นปีนี้ เตรียมนำรถรุ่นใหม่เข้ามาทำตลาดเพิ่มอีก 2-3 รุ่น โดยในส่วนของแบรนด์โอโมด้า เป็นรถสไตล์ โมเดิร์น แบรนด์ เจคู สไตล์ ออฟโรด และมีหลากหลายพลังงานมาเป็นทางเลือก

♦เป้ายอดขายปีนี้
เดิมมองไว้ว่าปีนี้น่าจะทำได้ที่ 10,000 คัน แต่หลังจากยอดจอง เจคู 5 EV ที่เข้ามาจำนวนมาก มั่นใจว่าปีนี้เกิน 10,000 คันอย่างแน่นอน ส่วนในปีหน้าตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 25,000 คัน โดยมีเทคโนโลยีปลั๊ก-อิน ไฮบริด เป็นตัวเพิ่มยอดขาย เพราะมั่นใจว่าลูกค้าคนไทย จะเริ่มให้การตอบรับเทคโนโลยีนี้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่ยังไม่พร้อมในการใช้รถอีวี แต่ต้องการความประหยัด และบุคลิกการขับขี่ ใช้งานเหมือนรถอีวี
นอกจากเป้าหมายเรื่องยอดขายแล้ว บริษัทให้ความสำคัญกับบริการหลังการขาย ตั้งเป้าที่จะขยายโชว์รูม และศูนย์บริการให้เป็น 70 แห่งภายในสิ้นปีนี้ จากปัจจุบันอยู่ที่ 50 แห่ง พร้อมทั้งจัดเตรียมสต๊อกอะไหล่ให้เพียงพอ ส่วนอะไหล่ชิ้นไหนที่ไม่มี จะส่งด่วนโดยบริษัทโลจิสติกส์ระดับโลก เพื่อให้อะไหล่ที่รวดเร็ว สร้างความพึงพอใจกับลูกค้า ที่เข้าใช้บริการให้ได้มากที่สุด