ชนชาติจีนตั้งแต่สมัยโบราณ มีความพยายามเชื่อมต่อบ้านเมืองของตนกับชนชาติและอารยธรรมอื่นๆ

ดังที่เห็นได้จากทั้งการเดินทางสำรวจทางทะเลของ “เจิ้งเหอ” และการบุกเบิก “เส้นทางสายไหม” อันโด่งดัง ที่ลากผ่านทะเลทรายและถิ่นทุรกันดาร ไปเชื่อมต่อกับโลกตะวันตก ทำให้ชาวตะวันตกได้เรียนรู้เทคโนโลยีและอารยธรรมของจีนอย่างแพร่หลาย

เมื่อจีนเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 ในฐานะมหาอำนาจสำคัญของโลกเอเชีย ก็ไม่ได้ละทิ้งความพยายามดังกล่าว รัฐบาลจีนจึงได้เปิดตัวโครงการเส้นทางสายใหม่ยุคใหม่ ที่เรียกว่า “一带一路” หรือ “หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง” ในภาษาไทย และ “One Belt One Road” ในภาษาอังกฤษ โครงการนี้มิได้มุ่งหวังเพียงแค่จะเชื่อมต่อจีนกับประเทศอื่นๆ แต่จะเชื่อมต่อภูมิภาคเอเชีย ยุโรป และแอฟริกาด้วยกัน เป็นหนึ่งเดียวด้วยระบบรถไฟ สะพาน ถนน ท่าเรือ และสาธารณูปโภคอื่นๆ

ประเมินกันว่าจีนจะลงทุนในโครงการ “หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง” นี้กว่า 4.3 ล้านล้านบาท นับเป็นการลงทุนที่มหึมาที่สุดในโลกยุคปัจจุบัน

“ชาวจีนมักพูดกันว่า ‘ก้าวแรกคือก้าวที่ยากที่สุด’ ในวันนี้ ก้าวแรกที่มั่นคงได้เกิดขึ้นแล้วในการบรรลุโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กล่าวเมื่อปี 2560

ประเทศไทยก็จะเข้าร่วมเป็นหนึ่งในเส้นทางเชื่อมต่อของโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางด้วย โดยจะมีรถไฟความเร็วสูงวิ่งเชื่อมกรุงเทพมหานคร กับภาคอีสาน และต่อไปยังกัมพูชาและลาว ไปบรรจบกับเส้นทางรถไฟของจีน ณ นครคุนหมิง

อย่างไรก็ตาม มีข้อกังขาจากหลายส่วนว่า โครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางนี้ จะเป็นผลดีต่อไทยหรือไม่ ไทยจะเสียเปรียบจีนหรือไม่ บางคนถึงกับเตือนว่าไทยอาจจะกลายเป็น “เมืองขึ้น” ของจีนเลยทีเดียว

แผนที่แสดงโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง

บรรดาหน่วยงานของจีนจึงได้จัดตีพิมพ์หนังสือคู่มือ “คำสำคัญเพื่อเข้าใจประเทศจีน ฉบับหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” เพื่อชี้แจงให้ชาวไทยได้เข้าใจโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางมากขึ้น ซึ่งในงานเปิดตัวหนังสือดังกล่าว ได้มีการจัดเสวนาร่วมกันทั้งฝ่ายจีน และฝ่ายไทย เมื่อวันที่ 14 มีนาคมที่่ผ่านมา เพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนให้เห็นมุมมองทั้งสองฝ่าย

“ความคิดได้วางรากฐานแล้ว ต่อไปนี้คือลงรายละเอียด เหมือนเวลาวาดภาพ เราวาดลวดลายขึ้นมาแล้ว จากนี้จะใช้ปากกาลงสี” คุณหวัง หลิงกุ้ย รองประธานคณะกรรมการจากสภาวิทยาศาสตร์สังคมจีน กล่าวบนเวทีเสวนา “เราเห็นความต้องการของประเทศกลุ่มกำลังพัฒนา เราต้องการสันติและการพัฒนา”

คุณหวังระบุว่าโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางได้สร้างทางรถไฟเชื่อมต่อจีนกับยุโรปแล้ว ทุกวันนี้มีรถไฟจีน-ยุโรปถึงกว่า 14,000 เที่ยว ขนส่งสินค้าและผู้คนอย่างสะดวก กลายเป็นเม็ดเงินทางการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งจีนก็อยากให้ไทยอยู่ในโครงข่ายเช่นนี้ด้วย เพื่อประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย

“โครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางคือการสร้างเศรษฐกิจระดับภูมิภาค ไม่ใช่แค่จีน ไม่ใช่เป็นการเล่นเกมใดๆ ไม่ใช่การแบ่งแยกความคิด” คุณหวังกล่าวสรุป

ทั้งนี้ ปัจจุบันจีนเป็นประเทศที่มีรถไฟความเร็วสูงรวมกันยาวที่สุดในโลก และจีนยังได้ร่วมมือกับหลายประเทศในการสร้างรถไฟความเร็วสูงเพื่อขยายความเจริญทางสาธารณูปโภคไปทั่วโลก

ในคู่มือคำสำคัญที่เปิดตัวในงาน ก็ได้อธิบายความสำเร็จของโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางใน 171 ประเทศรวมทั้งไทย ล่าสุด รถไฟความเร็วสูงระหว่างกรุงจาการ์ต้าและนครบันดุงในประเทศอินโดนีเซีย ก็ได้สำเร็จลุล่วงด้วยความร่วมมือของจีน

คุณหวังยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า โครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางมีความสำเร็จมากมาย อาจจะพบกับอุปสรรคหรือไม่เป็นไปดังคาดบ้าง แต่ก็ถือว่าเป็นส่วนน้อย ไม่เกินร้อยละ 5 หรือ 6 ซึ่งสื่อตะวันตกมักเอาไปประโคมข่าวใหญ่โต จึงอยากให้คนไทยมองที่ผลลัพธ์โดยรวมในระยะยาวมากกว่า

“คนตะวันตกยังไม่ค่อยเข้าใจโครงการนี้อย่างถ่องแท้เท่าไหร่นัก ผมเชื่อว่าร้อยละ 60-70 มองไม่ตรงกับความเป็นจริง” ดร.หวังอธิบาย “ทั้งๆที่โครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางมีไว้ให้คนทั้งโลก สร้างงานมาแล้ว 2 ล้านตำแหน่ง การค้ามูลค่ากว่า 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ”

อ.หวังกล่าวด้วยว่า โครงการขนาดใหญ่เช่นนี้ไม่ใช่ว่าวันเดียวหรือสองวันจะเห็นผล

“ตอนเด็กๆ คนจีนคิดตลอดว่าจะทำอย่างไรถึงจะอิ่มท้อง แต่ทุกวันนี้เรากินดีอยู่ดีทุกอย่าง แต่ไม่ใช่ว่าเรากินข้าวคำเดียวแล้วกลายเป็นผู้ใหญ่ ต้องค่อยเป็นค่อยไป ดูอย่างรถไฟในจีน เมื่อก่อนต้องนั่งกัน 13 ชั่วโมง ตอนนี้เหลือ 2 ชั่วโมงเอง”

สำหรับประเทศไทยนั้น ถึงแม้จะได้ลงนามร่วมมือกับจีนในโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางมาหลายปีแล้ว แต่ยังไม่มีความคืบหน้านัก โดยถึงทุกวันนี้ เส้นทางรถไฟ 3.5 กิโลเมตรแรก ยังดำเนินการก่อสร้างไม่เสร็จ ขณะที่นักวิชาการและนักการเมืองบางส่วนในไทย ไม่ไว้ใจเทคโนโลยีของจีน บ้างก็ว่าล้าหลังหรือไม่ปลอดภัย บ้างก็กลัวว่าโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางจะกลายเป็นแผนครอบงำประเทศไทย

รศ.ดร. อัชกรณ์ วงศ์ปรีดี อ.ประจำคณะรัฐประศาสนศาสตร์จากนิด้า กล่าวในงานเสวนาว่า คนไทยมีภาพลักษณ์เชิงลบเกี่ยวกับโครงการนี้จริงๆ แม้แต่นักศึกษาของตนหลายคนก็ทำรายงานและศึกษาโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางในเชิงตั้งคำถามว่า ไทยจะได้อะไรบ้าง ดังนั้น จึงอยากเห็นทั้งสองประเทศร่วมมือกันในรูปแบบใหม่ไปมากกว่าที่เคยกับประเทศอื่นๆ

“จีนมีความตั้งใจสร้างความเจริญให้มนุษยชาติ อ่านแล้วก็เห็นความตั้งใจนี้ หนังสือพยายามบอกว่าทำอะไรมาแล้วบ้าง” อ.อัชกรณ์กล่าว “แต่ผมอยากเห็นความร่วมมือใหม่ๆบ้าง ที่ผ่านมาไทยร่วมมือกับญี่ปุ่น กับสหรัฐ ก็คล้ายๆกัน ให้ทุน ให้กู้เงิน อยากเห็นอะไรใหม่ๆบ้าง”

เมื่อได้ยินฝั่งไทยเสนอเช่นนี้ ดร.จ้าว เจียงหลิน นักวิจัยอีกท่านจากสภาวิทยาศาสตร์สังคมจีนจึงกล่าวว่า ควรจะมีความร่วมมือและแลกเปลี่ยนระหว่างไทยกับจีนมากขึ้นอีก โดยเฉพาะการแลกเปลี่ยนทางวิชาการระหว่างมหาวิทยาลัยในสองประเทศ ทำคลังสมองหรือ think tank ร่วมกันทั้งสองฝ่าย เพื่อให้เข้าใจกันมากขึ้น

ด้านศจ.สวู หงกัง คณบดีคณะการท่องเที่ยว จากมหาวิทยาลัยซุนยัดเซ็น ให้มุมมองว่า ดูตัวอย่างจากการท่องเที่ยวระหว่างไทยกับจีน ถึงแม้บางครั้งจะไม่เข้าใจกันหรือกระทบกระทั่งกัน แต่ในเนื้อแท้แล้ว เป็นอุตสาหกรรมที่ให้ประโยชน์ทั้งคนไทยและคนจีน ทั้งสองประเทศสามารถร่วมมือกันให้ธุรกิจท่องเที่ยวโตได้มากกว่านี้

“ความสัมพันธ์สองประเทศเป็นหนทางที่ยาวไกล ประเด็นสำคัญคือถ้ามีความแตกต่าง เราต้องหารือกัน ทำวิจัยการท่องเที่ยว เข้าใจบทบาทของการท่องเที่ยว … ผู้ประกอบการจีนควรมาดูงานที่ภูเก็ต ดูว่าเขาเที่ยวกันอย่างไร เป็นต้น” ศจ.สวูระบุ ก่อนกล่าวปิดท้ายว่า

“โครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางนั้น ไม่ใช่ว่าจีนอยากเปลี่ยนโลกให้เป็นของจีน ไม่ใช่การยัดเยียดแต่อย่างใด”

 

เขียนโดย ธีรนัย จารุวัสตร์

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน