มองสื่อไทยเมื่อมองจีน : เป็นกลางอย่างเข้าใจ หรือใช้ “อคติ?”

ผู้สื่อข่าวรุมถ่ายภาพผู้ประท้วงในฮ่องกง (ภาพโดย Associated Press)

โดย ธีรนัย จารุวัสตร์ 

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ประเทศจีนมีบทบาทมากขึ้นในภูมิภาคอาเซียน ทำให้คนไทยจำนวนมาก หันมาจับตามองประเทศจีนและอ่านข่าวเกี่ยวกับจีนมากขึ้น

โดยเฉพาะเมื่อเหตุการณ์การประท้วงที่ฮ่องกง ทวีความรุนแรงและยืดเยื้อขึ้นเรื่อยๆ หลายคนก็เสพข่าวสารเกี่ยวกับความเป็นไปในฮ่องกง ตลอดจนท่าทีของรัฐบาลจีน อย่างตาแทบไม่กระพริบกันเลยทีเดียว

แต่ข่าวสารต่างๆที่เราได้รับเกี่ยวกับประเทศจีนนั้น มีความเป็นกลาง มีความเข้าใจประเทศจีน ถูกต้องมากน้อยเพียงใด และแฝงด้วยอคติบ้างหรือไม่?

ประจวบเหมาะกับเมื่อวันที่ 16 ส.ค.ที่ผ่านมา สมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน ได้จัดงานเสวนา “บทบาทสื่อในการกระชับความสัมพันธ์ไทย-จีน” เนื่องในโอกาสครบรอบ 44 ปี การฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน (หลังจากที่เคยตัดสัมพันธ์กันหลายสิบปีในช่วงต้นๆของสงครามเย็น)

โดยก่อนที่จะเข้าถึงวงเสวนานั้น คุณ “หยาง หยาง” ที่่ปรึกษาฝ่ายการเมืองของสถานทูตจีน แสดงทัศนะเกี่ยวกับการทำงานของสื่อไว้ว่า สื่อมวลชนมีบทบาทสำคัญในการสร้างความเข้าใจระหว่างประชาชนสองประเทศ

ถ้าสื่อรายงานอย่างตรงไปตรงมา ประชาชนทั้งสองประเทศก็ได้ประโยชน์

หยาง หยาง

“แต่ก็ยังมีสื่อบางสื่อที่มีอคติต่อจีนและใช้การรายงานแบบด้านเดียวหรือแม้กระทั่งการโกหกเพื่อพิสูจน์อคติของพวกเขา” คุณหยางกล่าวเป็นภาษาไทย

ทั้งนี้ คุณหยางกล่าวเสริมด้วยว่า สื่อไทยมีความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์และวัฒนธรรม ที่สามารถช่วยสื่อไทยรายงานเกี่ยวกับประเทศจีนอย่างต่อเนื่อง รอบด้าน เชิงลึก สอดคล้องความเป็นจริงและเที่ยงตรง

“เราก็มีความยินดีและตั้งความหวังที่จะได้ยินเสียงกังวานและความคิดเห็นที่ล้ำค่าของสื่อไทยเกี่ยวกับสิ่งที่จีนต้องปรับปรุง โอกาสของความร่วมมือระหว่างจีน-ไทยอยู่ตรงจุดใด” คุณหยางสรุป

มาถึงส่วนของวงเสวนา เริ่มด้วยคุณ สุมลพันธ์ โกศลสิริเศรษฐ์ รักษาการผู้เชี่ยวชาญด้านต่างประเทศ กรมประชาสัมพันธ์ อธิบายว่าทุกวันนี้กรมประชาสัมพันธ์ก็มีความร่วมมือกับสื่อของจีนอยู่แล้ว เช่น ช่วยตรวจความถูกต้องในข่าวเกี่ยวกับไทยของ China Radio International ซึ่งเป็นสื่อวิทยุทางการของจีน

เวลามีสื่อจีนยกกองมาทำสารคดีเกี่ยวกับไทย กรมประชาสัมพันธ์ก็ช่วยประสานงานให้ อย่างเมื่อไม่นานมานี้ ก็มีสถานีโทรทัศน์จากมณฑส่านซีมาทำข่าวที่เชียงใหม่

วงเสวนาสามฝ่าย

สำหรับการรายงานข่าวเกี่ยวกับจีนนั้น คุณสุมลพันธ์ยอมรับว่าก็มีอุปสรรคอยู่บ้าง

ข้อหนึ่ง ข้อจำกัดด้านเวลา หมายความว่าข่าวเกี่ยวกับจีนของกรมประชาสัมพันธ์ไม่สามารถลงรายละเอียดหรือวิเคราะห์เชิงลึกได้ ส่วนใหญ่มีความยาว 30-45 วินาที ข่าวไหน 1 นาทีถือว่านานแล้ว

ข้อสอง กรมฯมีงบประมาณที่จำกัด ทำให้ซื้อข่าวต่างประเทศได้เฉพาะจากสำนักข่าวตะวันตกอย่าง “รอยเตอร์” เป็นหลัก ดังนั้น ข่าวเกี่ยวกับจีนจึงเป็นข่าวที่มาจากมุมมองของตะวันตกอีกต่อหนึ่ง ไม่ใช่มาจากสื่อจีนโดยตรง

“เราไม่มีงบในการซื้อข่าว โดนตัดงบอยู่ด้วยซ้ำ” คุณสุมลพันธ์กล่าว

นอกจากนี้ เนื่องจากกรมประชาสัมพันธ์มีสถานะเป็นช่องทางการสื่อสารของรัฐ จึงต้องคำนึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเมื่อรายงานข่าวเกี่ยวกับประเทศจีน เช่น ต้องยึดตามนโยบาย “จีนเดียว” ตามกระทรวงต่างประเทศ จะหลุดคำว่า “ประเทศไต้หวัน” ไม่ได้เด็ดขาด

อย่างกรณีการประท้วงในฮ่องกงตอนนี้ก็เช่นกัน ทางกรมฯมีบรรณาธิการที่คอยตรวจไม่ให้มีเนื้อหาหรือถ้อยคำที่รุนแรงเกินไป เพราะอาจจะกระทบกระเทือนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้

“บก.ขีดฆ่าหมดเลย บางทีเขียนมาเพียบเลย เหลือแค่ย่อหน้าเดียว” คุณสุมลพันธ์เล่า “เราต้องกลางๆไว้ เพราะเป็นสื่อรัฐ”

ผู้ประท้วงฮ่องกงยึดสนามบิน (ภาพโดย Xinhua)

ด้านคุณ เขมทัตต์ พลเดช กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สิ่งที่ต้องระวังเกี่ยวกับการรายงานข่าวเกี่ยวจีน โดยเฉพาะการประท้วงในฮ่องกงขณะนี้คือ “hate speech” (ถ้อยคำที่สร้างความเกลียดชัง)

ที่น่ากังวลคือ สื่อออนไลน์สามารถทำให้เกิด hate speech ได้ง่ายกว่าสื่อแบบโทรทัศน์ สิ่งพิมพ์ หรือวิทยุ เนื่องจากสื่อพวกนี้มักจะมีการกรองและตรวจสอบข้อมูล ขณะที่สื่อออนไลน์จะมีการรายงานแบบอคติ และเอาข่าวปลอมมาสร้างความเกลียดชังให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ง่าย

“ในประเทศไทย hate speech มักมาจากเรื่องการเมืองเป็นส่วนใหญ่” คุณเขมทัตต์กล่าว “เราต้องให้ความรู้คนไทยว่าการเป็นนักข่าวพลเมืองเป็นเรื่องสำคัญ”

ในกรณีการรายงานข่าวเกี่ยวกับฮ่องกงนั้น คุณเขมทัตต์ให้คะแนนสื่อไทย 8 หรือ 9 เต็ม 10 ในเรื่องความเป็นกลาง แต่ตั้งข้อสังเกตด้วยว่าในโลกออนไลน์ก็ยังมีการแชร์ข่าวปลอมหรือคลิปตัดต่อที่บิดเบือนบริบท และไม่สามารถหาต้นตอได้อยู่

เมื่อถึงช่วงคำถามจากผู้ฟัง ก็มีนักข่าวจีนคนหนึ่งให้ความเห็นเป็นภาษาไทยว่า ตนเองยังเห็นข่าวปลอมที่แสดงอคติกับคนจีนจากสื่อไทยอยู่เรื่อยๆ

ยกตัวอย่างข่าวที่สื่อไทยลงกันครึกโครมว่ามีนักท่องเที่ยวจีนอุจจาระกลางเยาวราช โดยไม่ได้ตรวจสอบ ซึ่งสุดท้ายก็โอละพ่อ ไม่ใช่คนจีน แต่เป็นเยาวชนที่มีอาการทางจิต

หรืออีกกรณีที่มีข่าวว่า “นักท่องเที่ยวจีน” ปัสสาวะราดบนรถไฟแอร์พอร์ตลิงก์ สื่อไทยก็รายงานโดยไม่ตรวจสอบว่าเป็นคนจีนจริงหรือไม่ และต่อให้เป็นคนจีนจริง ทำไมไม่รายงานอย่างเห็นอกเห็นใจ ทำไมเขาต้องปัสสาวะตรงนั้น? มีเหตุผลอย่างไร?

ต่อข้อท้วงติงนี้ คุณ ก้าวโรจน์ สุตาภักดี นายกสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ ตอบว่า ทางสมาคมก็มีการพยายามกำกับดูแลกันอยู่ เช่นออกกติการ่วมกันในเรื่องจรรยาบรรณ ตรวจสอบข้อเท็จจริง และมีหนังสือท้วงติงเมื่อมีผู้กระทำผิด

คุณก้าวโรจน์ยอมรับว่า การทำข่าวออนไลน์ที่ต้องใช้ความเร็ว ก็ย่อมเสี่ยงต่อความผิดพลาด แต่เมื่อผิดแล้ว หรือมีการสร้างความเสียหาย ประชาชนที่พบเห็นสามารถร้องเรียนมาที่สมาคมฯได้ทันที

บทความก่อนหน้านี้BIDC 2019 ทุบสถิติ จับคู่ธุรกิจเจรจาการค้า สร้างมูลค่ามากที่สุดในรอบ 6 ปี กว่า 857 ล้าน
บทความถัดไปคู่รักวัย 13 นัดจบชีวิต เครียดผู้ใหญ่กีดกัน ช็อกตัวเหี้ยพุ่งหา ว่ายน้ำหนี ด.ญ.โคม่า!